Zambia / แซมเบีย

สาธารณรัฐแซมเบีย
Republic of Zambia

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Zambia / แซมเบีย

ที่ตั้ง                                          ตั้งอยู่ตอนกลางของภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ ไม่มีทางออกสู่ทะเล ทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสหสาธารณรัฐแทนซาเนีย ทิศตะวันออกติดกับสาธารณรัฐโมซัมบิกและสาธารณรัฐมาลาวี ทิศใต้ติดกับสาธารณรัฐซิมบับเว สาธารณรัฐบอตสวานา และสาธารณรัฐนามิเบีย ทิศตะวันตกติดกับสาธารณรัฐแองโกลา






พื้นที่                                            752,612 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง                                         กรุงลูซากา (Lusaka)

ประชากร                                           16.445 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ                                         แบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูหนาว (เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม) อุณหภูมิเฉลี่ย 15-27 องศาเซลเซียส ฤดูร้อน (เดือนกันยายน -พฤศจิกายน) อุณหภูมิเฉลี่ย 27-35 องศาเซลเซียส และฤดูฝน-(เดือนธันวาคม - เมษายน) อุณหภูมิเฉลี่ย 15-27 องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ                                      อังกฤษ (English)

ศาสนา                                             ศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ (ร้อยละ 75.3)          
นิกายโรมันคาทอลิก (ร้อยละ 20.2) และความเชื่อดั้งเดิมและ
อื่น ๆ (ร้อยละ 4.5)

หน่วยเงินตรา                                    ควาซาแซมเบีย 

อัตราแลกเปลี่ยน 1 ควาซาแซมเบีย เท่ากับ 2.34 บาท

(สถานะวันที่ 16 พฤษภาคม 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ               25.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

รายได้ประชาชาติต่อหัว                       1,513.3 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ                   ร้อยละ 3.4 (ปี 2560)

ระบอบการปกครอง                            ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ ระบบสภาเดียว โดยมีประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขและหัวหน้ารัฐบาล วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี โดยดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายเอ็ดการ์ ลังกู  (Edgar Lungu) ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2558)

 ประธานาธิบดี                                   นายเอ็ดการ์ ลังกู (Edgar Lungu) (ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2558)

รมว. กต.                                          นายโจเซฟ มาลันจี (Mr. Joseph Malanji) (ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2561) 

วันชาติ                                             24 ตุลาคม 

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย     9 พฤศจิกายน 2530  

ทรัพยากรธรรมชาติ                          ทองแดง โคบอลต์ สังกะสี ตะกั่ว ถ่านหิน มรกต ทอง เงิน ยูเรเนียม พลังงานน้ำ 

อุตสาหกรรมหลัก                              การถลุงและแปรรูปทองแดง เหมืองมรกต ก่อสร้าง อาหาร เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ ปุ๋ย พืชสวน 

สินค้านำเข้าที่สำคัญ                          แร่ทองแดง น้ำมันปิโตรเลียมและน้ำมันจากบิทูมินัส น้ำมันดิบ ปุ๋ย เครื่องยนต์  

สินค้าส่งออกที่สำคัญ                         ทองแดง โคบอลต์ ตราไปรษณียากร อ้อย ข้าวโพด 

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ                          นำเข้าจาก แอฟริกาใต้ สป. คองโก จีน คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งออกไปยัง สวิตเซอร์แลนด์ จีน สป. คองโก สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ 

การเมืองการปกครอง

แซมเบียปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เป็นประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่เกิน 2 วาระ คณะรัฐมนตรีมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 158 ที่นั่ง โดยมาจากการเลือกตั้ง 150 ที่นั่ง และอีก 8 ที่นั่งมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี มีวาระ 5 ปี (เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2449) ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลสูงสุดและศาลสูง

เมื่อประมาณสองพันปีก่อน ชนเผ่าที่พูดภาษาบันตูได้อพยพเข้ามาอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่เป็นประเทศแซมเบียในปัจจุบัน ต่อมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 มิชชันนารีและพ่อค้าชาวยุโรปจึงได้เริ่มเดินทางเข้ามาบริเวณนี้ ในปี 2431 (ค.ศ.1888) นายเซซิล โรเดส (Cecil Rhodes) ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลผลประโยชน์ทางการค้าและการเมืองของอังกฤษในภูมิภาคแอฟริกาตอนกลาง ได้รับสัมปทานการทำเหมืองแร่จากหัวหน้าเผ่าต่างๆ สัมปทานการทำเหมืองแร่เปิดทางให้อังกฤษเข้าไปมีอิทธิพลเหนือดินแดนโรดีเซียเหนือ (Northern Rhodesia) และโรดีเซียใต้ (Southern Rhodesia) ซึ่งปัจจุบันคือ ประเทศแซมเบียและซิมบับเว

ในปี 2496 (ค.ศ.1953) อังกฤษได้รวมดินแดนโรดีเซียเหนือและใต้เข้ากับดินแดน นยาซาแลนด์ (Nyasaland) ซึ่งปัจจุบันคือ ประเทศมาลาวี และกลายเป็นสมาพันธรัฐโรดีเซียและนยาซาแลนด์ (the Federation of Rhodesia and Nyasaland) อย่างไรก็ดี ได้เกิดความวุ่นวายในดินแดนโรดีเซียเหนือเนื่องจากคนพื้นเมืองต้องการมีส่วนร่วมในรัฐบาลมากขึ้น ผลการเลือกตั้งในปี 2505 (ค.ศ.1962) ปรากฏว่า ชาวพื้นเมืองแอฟริกาได้รับเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติ ต่อมา สภานิติบัญญัติได้ผ่านมติเสนอให้ปลดปล่อยโรดีเซียเหนือจากสมาพันธรัฐโรดีเซียและนยาซาแลนด์ สมาพันธรัฐดังกล่าวได้สลายตัวลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2506 (ค.ศ.1963) ดินแดนโรดีเซียเหนือได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2507 (ค.ศ.1964) และกลายเป็นสาธารณรัฐแซมเบีย

ประธานาธิบดีเคนเนธ คาอุนดา (Kenneth Kaunda) ได้รับการยกย่องเป็นรัฐบุรุษผู้กอบกู้เอกราชของแซมเบีย ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดียาวนานตั้งแต่แซมเบียได้รับเอกราช จนถึงปี 2534 (ค.ศ.1991) ระบบการเมืองของแซมเบียแต่เดิมนั้น มีพรรค United National Independence Party (UNIP) เป็นพรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงพรรคเดียว แต่ต่อมา ด้วยสภาพความตกต่ำทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพสูง ทำให้ความนิยมในประธานาธิบดีคาอุนดาเสื่อมลง เกิดการจลาจลในประเทศ และมีกลุ่มต่อต้านประธานาธิบดีพยายามทำรัฐประหารหลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อเดือนธันวาคม 2533 (ค.ศ.1990) จึงได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค และได้มีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยในเดือนตุลาคม 2534 (ค.ศ.1991) ผลปรากฏว่า นายเฟดเดอริก ชิลูบา (Federick Chiluba) ผู้นำสหภาพแรงงานได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ และพรรค Movement for Multi-Party Democracy (MMD) ของนายชิลูบา สามารถครองที่นั่งส่วนใหญ่ในรัฐสภา นายชิลูบาชนะการเลือกตั้งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในปี 2539 (ค.ศ.1996)

ในการเลือกตั้งปี 2544 (ค.ศ.2001) นายเลวี อึมวานาวาซา (Levy Mwanawasa) รองประธานาธิบดีในสมัยของประธานาธิบดีชิลูบา เป็นผู้แทนพรรค MMD เข้ารับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และชนะการเลือกตั้ง รัฐบาลของประธานาธิบดีอึมวานาวาซา ให้ความสำคัญกับการปราบปรามทุจริตและการประพฤติมิชอบในวงราชการ โดยใช้มาตรการปลดรัฐมนตรีที่ประพฤติผิดออกจากตำแหน่ง และให้การสนับสนุนคณะกรรมาธิการปราบปรามคอรัปชั่นในการดำเนินการปราบปรามทุจริตและคอรัปชั่นอย่างเอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะ ได้พุ่งเป้าไปที่อดีตประธานาธิบดีชิลูบาและบุคคลใกล้ชิด นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอึมวานาวาซายังได้ตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อสืบสวนและลงโทษข้าราชการที่ทุจริตในรัฐบาลก่อนหน้าด้วย ประธานาธิบดีอึมวานาวาซาได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในปี 2549 (ค.ศ. 2006) โดยได้รับความชื่นชมจากนานาชาติในฐานะที่เป็นผู้นำที่มีนโยบายต่อต้านการทุจริตในวงราชการ และเป็นผู้วางรากฐานระบบเศรษฐกิจที่ดีให้แก่ประเทศแซมเบีย

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2551 ประธานาธิบดีอึมวานาวาซาได้ถึงแก่อสัญกรรมเนื่องจากหัวใจล้มเหลว ที่โรงพยาบาล Percy de Clamart กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หลังจากล้มป่วยเนื่องจากเส้นโลหิตในสมองแตก ระหว่างเข้าร่วมการประชุม African Union Summit ที่ประเทศอียิปต์ เมื่อเดือนมิถุนายน 2551 รองประธานาธิบดีรูเพีย บันดา (Rupiah Banda) ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานาธิบดีอึมวานาวาซา จนถึงกำหนดการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ภายหลังจากพิธีศพของประธานาธิบดีอึมวานาวาซาเสร็จสิ้นลง นายบันดาลงสมัครรับเลือกตั้งและชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2551 และสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2551

นโยบายต่างประเทศ
แซมเบียให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและรักษาสันติภาพในภูมิภาคแอฟริกา มีบทบาทสำคัญในการเจรจาสันติภาพในอังโกลา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และได้ส่งทหารเข้าร่วมกองกำลังรักษาสันติภาพของสหภาพแอฟริกาในโมซัมบิก รวันดา แองโกลา และเซียร์ราลีโอน

แซมเบียร่วมโครงการ Highly Indebted Poor Countries Initiative (HIPCI) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2548 ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำหรือ G8 ได้แสดงความพร้อมที่จะปลดหนี้ต่างประเทศของประเทศยากจนที่มีหนี้สินสูง (Highly-Indebted Poor Countries: HIPC) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา ตามโครงการ HIPCI ของธนาคารโลกและ IMF โดยเป็นการยกเลิกหนี้ต่างประเทศทั้งหมดของประเทศที่เข้าข่ายได้รับการยกเลิกหนี้สิน และที่ยอมรับแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจ มีธรรมาภิบาล มีการปราบปรามการคอรัปชั่นอย่างจริงจัง สนับสนุนประชาธิปไตยและหลักกฎหมาย โดยมี 38 ประเทศที่อยู่ในโครงการยกเลิกหนี้สินนี้ และแซมเบียเป็น 1 ใน 18 ประเทศที่เข้าข่ายจะได้รับการยกเลิกหนี้สินทันที

เศรษฐกิจและสังคม

สาธารณรัฐแซมเบียเป็นประเทศที่ประกอบด้วยประชากรจากหลากหลายเผ่าพันธุ์ มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ แร่ทองแดง แร่โคบอลต์ และแร่สังกะสี และเป็นประเทศที่มีทิวทัศน์งดงาม โดยสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของสาธารณรัฐแซมเบีย คือ น้ำตกวิคตอเรีย (Victoria Falls)  หรือ โมซิ โออา ทุนยา (Mosi oa Tunya) ซึ่งเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในโลกและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก

  ตั้งแต่ปี 2547 สาธารณรัฐแซมเบียเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจสูง โดยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 6.7 ต่อปี อย่างไรก็ดีระหว่างปี  2558 – 2560 สาธารณรัฐแซมเบียประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลมาจากราคาทองแดงในตลาดโลกตกลง เนื่องจากสาธารณรัฐแซมเบียพึ่งพาทองแดงเป็นสินค้าส่งออกหลัก อีกทั้งค่าเงินควาซาแซมเบียมีความผันผวน นอกจากนี้ สาธารณรัฐแซมเบียยังประสบภัยแล้งทำให้ไม่สามารถทำการเกษตรได้ จึงทำให้ต้องพึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศ ส่งผลให้อัตราหนี้สาธารณะของสาธารณรัฐแซมเบียสูงถึงร้อยละ 60 ของรายได้ประชาชาติ

สาธารณรัฐแซมเบียมีอัตราผู้ติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์สูง โดยในปี 2560 มีชาวแซมเบียเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์จำนวนประมาณ 1.1 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลสาธารณรัฐแซมเบีย เห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาสำคัญ จึงมีนโยบายให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสของผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้ และมีการรณรงค์ปลุกจิตสำนึกของประชาชนให้รับรู้เกี่ยวกับวิธีการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์

ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

1.   ความสัมพันธ์ทั่วไป

ไทยและสาธารณรัฐแซมเบียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2530 โดยฝ่ายไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ มีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐแซมเบีย ปัจจุบัน เรือโท โกเมศ กมลนาวิน ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐแซมเบีย โดยมีถิ่นพำนัก ณ
กรุงพริทอเรีย สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ 

  ทั้งนี้ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 ขณะที่ฝ่ายแซมเบียได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแซมเบียประจำมาเลเซียมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทยและแต่งตั้งให้นายวาลูบีทา อีมาคันโด (Walubita Imakando) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแซมเบียประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยมีถิ่นพำนัก ณ
กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย สืบแทนนายลูพันโด ออกัสติน เฟสตัส คาโทโลชี อึมวาพี
(Lupando Augustine Festus Katoloshi Mwape)

1.1  การเมือง

   ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐแซมเบียดำเนินไปด้วยความราบรื่นแต่ไม่ใกล้ชิด
โดย
สาธารณรัฐแซมเบียให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศเสมอมา  

 1.2  การค้า

       ในปี 2561 ไทยและสาธารณรัฐแซมเบียมีปริมาณการค้ารวม 75.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นการส่งออก 17.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้า 57.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทย
ขาดดุลการค้า 39.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

               สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปสาธารณรัฐแซมเบีย ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด และสินค้านำเข้าที่สำคัญจากสาธารณรัฐแซมเบีย ได้แก่ สินแร่โลหะ (ทองแดง) เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์      

1.3  การลงทุน

              ปัจจุบัน บริษัท ไมเนอร์ โฮเทล กรุ๊ป (Minor Hotel Group - อุตสาหกรรมโรงแรมของไทย) ได้เข้าไปลงทุนในกิจการโรงแรม 2 แห่งในสาธารณรัฐแซมเบีย คือ โรงแรมรอยัล ลิฟวิงสโตน (Royal Livingstone) และโรงแรมอาวานี วิคตอเรีย ฟอลส์ (Avani Victoria Falls) และมีนักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนธุรกิจร้านอาหารไทยในสาธารณรัฐแซมเบียจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ สาธารณรัฐแซมเบียยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของนักธุรกิจไทยนัก อีกทั้งระบบการบริหารจัดการภายในของสาธารณรัฐแซมเบียในการจัดเก็บภาษีและการส่งเสริมการลงทุนยังขาดมาตรฐานและไม่มีความเป็นสากล จึงไม่ค่อยได้รับความเชื่อถือจากนักลงทุนไทย แต่สาธารณรัฐแซมเบียมีศักยภาพในแง่เป็นแหล่งวัตถุดิบแร่ทองแดง อัญมณีและไม้ และเป็นตลาดส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย

   1.4  การท่องเที่ยว

                ในปี 2561 นักท่องเที่ยวชาวแซมเบียเดินทางมาไทยจำนวน 759 คน แต่ไม่ปรากฏข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปสาธารณรัฐแซมเบีย

         1.5  สังคมและวัฒนธรรม

                ปัจจุบัน มีชาวไทยอาศัยอยู่ในสาธารณรัฐแซมเบียประมาณ 18 คน โดยสมรสกับชาวแซมเบียและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงลูซากา และส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจร้านอาหาร

         1.6  ความร่วมมือด้านวิชาการ

                สาธารณรัฐแซมเบียชื่นชมการพัฒนาด้านการเกษตรแบบยั่งยืน และการต่อสู้กับปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ของไทย โดยต้องการใช้ไทยเป็นแบบอย่างในการเรียนรู้ ซึ่งฝ่ายไทยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือทางวิชาการกับสาธารณรัฐแซมเบียอย่างเต็มที่

                กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดสรรทุนการฝึกอบรม
ด้านสาธารณสุขประจำปีแก่รัฐบาล
สาธารณรัฐแซมเบียอย่างสม่ำเสมอ โดยในปี 2560 มีผู้ได้รับทุนฝึกอบรมนานาชาติประจำปี (Annual International Training Course - AITC) จากสาธารณรัฐแซมเบีย จำนวน 1 คน และในปี 2561 มีจำนวน 6 คน

       นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังมีความร่วมมือแบบไตรภาคีกับรัฐบาลญี่ปุ่นในโครงการส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกรรม ฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรและการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรแก่สาธารณรัฐแซมเบียอีกด้วย

ความตกลงและความร่วมมือ

  • ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศ
    วันที่ลงนาม 19 มกราคม 2534