Mozambique / โมซัมบิก

สาธารณรัฐโมซัมบิก
Republic of Mozambique

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Mozambique / โมซัมบิก ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา พรมแดนทิศเหนือติดกับแทนซาเนีย ทิศใต้ติดกับแอฟริกาใต้และสวาซิแลนด์ ทิศตะวันออกติดกับมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันตกติดกับมาลาวี ซิมบับเว แซมเบีย

พื้นที่
799,380 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง
กรุงมาปูโต (Maputo)

ประชากร
23 ล้านคน (2555) ประกอบด้วยชนเผ่า Makhuwa, Tsonga, Lomwe, Sena, และอื่น ๆ

ภูมิอากาศ
ร้อนชื้น เดือนที่มีอากาศร้อนที่สุดคือมกราคม อุณหภูมิเฉลี่ย 22-31 องศาเซลเซียส เดือนที่มีอากาศเย็นที่สุดคือมิถุนายน อุณหภูมิเฉลี่ย 13-24 องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ
ภาษาโปรตุเกส

ศาสนา
คริสต์ (คาธอลิก) ร้อยละ 23.8 อิสลามร้อยละ 17.8 คริสต์ (ไซออนิสต์) ร้อยละ 17.5 อื่นๆ ร้อยละ 17.8 ไม่ระบุศาสนาร้อยละ 23.1

ระบอบการปกครอง
 ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ เป็นระบบสภาเดียว โดยมีประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เป็นประมุขแห่งรัฐ ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่เกิน 2 สมัย และมีนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี เป็นผู้นำรัฐบาล

ประธานาธิบดี นายอาร์มันโด เอมีลีอู เกบูซา (Armando Emilio Guebuza) ดำรงตำแหน่งเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2548

นายกรัฐมนตรี นายอัลเบอร์โต วาคีนา (Alberto Vaquina) ดำรงตำแหน่งเมื่อ 8 ตุลาคม 2555

รัฐมนตรีต่างประเทศ นายโอลเดมิโร บาลอย (Oldemiro Balói) ดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2551

หน่วยเงินตรา เมติกัย โมซัมบิก (Mozambican Meticais - MZN) 1 บาท = 0.93 MZN (สถานะ ณ วันที่ 13 ธันวาคม 2556)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
15.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณการปี 2556)

รายได้ประชาชาติต่อหัว
1,107 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณการปี 2556) 

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ร้อยละ 7.0 (ประมาณการปี 2556) 

ภาพรวมโมซัมบิก
โมซัมบิกเคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส ในปี 2503 (ค.ศ. 1960) รัฐบาลโปรตุเกสใช้กำลังปราบปรามคนท้องถิ่นที่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจ นำไปสู่สงครามและเหตุการณ์สังหารหมู่ (Mueda Massacre) ในปี 2504 (ค.ศ. 1961) ต่อมานายเอดูอาร์โด มอนเลน (Eduardo Mondlane) ผู้นำท้องถิ่นที่มีอิทธิพลสูงได้ก่อตั้งแนวร่วมเพื่อการปลดปล่อยโมซัมบิก (Liberation Front of Mozamibique -  FRELIMO) จนกระทั่ง ในปี 2512 (ค.ศ. 1969) นายมอนเลน ถูกฆาตกรรม และนายซาโมรา มาเชล (Samora Machel) ผู้นำทางทหารของ FRELIMO ได้ขึ้นเป็นผู้นำแนวร่วมแทน และใช้ความรุนแรงในการต่อต้านรัฐบาลโปรตุเกส จนได้รับชัยชนะและประกาศเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส ในวันที่ 25 มิถุนายน 2518 (ค.ศ. 1975) โดย FRELIMO ได้กลายเป็นพรรครัฐบาลและนายมาเชลเป็นประธานาธิบดีคนแรก

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดของโมซัมบิก จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2552 (ค.ศ. 2010) นายอาร์มันโด เอมิลิโอ กูเอบูซ่า (Armando Emilio Guebuza) ผู้นำพรรค FRELIMO ชนะการเลือกตั้งและเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ด้วยคะแนนเสียงกว่าร้อยละ 75 การบริหารประเทศของประธานาธิบดีกูเอบูซ่ามีลักษณะค่อนข้างเป็นเผด็จการ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะระหว่างพรรครัฐบาล FRELIMO และพรรคฝ่ายค้าน Mozambique National Resistance (RENAMO) การพัฒนาประเทศจึงชะลอตัวลง

ในปี 2555 (ค.ศ. 2012)  โมซัมบิกมี GDP มูลค่า 13.6 พันล้าน USD และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 7.4 อุตสาหกรรมที่สำคัญของโมซัมบิก ได้แก่ การทำเหมืองถ่านหิน การเกษตร ประมง เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ อะลูมินั่ม ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สิ่งทอ ซีเมนต์ แก้ว และยาสูบ สินค้าหลักที่โมซัมบิกส่งออก ได้แก่ ถ่านหิน อะลูมินั่ม เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ กุ้ง น้ำตาล และฝ้าย โดยประเทศที่โมซัมบิกส่งสินค้าออก  เป็นลำดับต้น ๆ  ได้แก่เบลเยี่ยม แอฟริกาใต้ สเปน และเนเธอร์แลนด์  ส่วนสินค้าที่โมซัมบิกนำเข้า ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ยานพาหนะ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ โดยนำเข้าจากประเทศต่าง ๆ ได้แก่ แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย จีน และโปรตุเกส สินค้านำเข้าหลักของโมซัมบิก คือ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ อาหารและเครื่องนุ่งห่ม โดยภาพรวม ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของโมซัมบิกคือ แอฟริกาใต้ เนเธอร์แลนด์ และโปรตุเกส

เมื่อเดือน พ.ย. 2538 (ค.ศ.1995)  โมซัมบิกเข้าเป็นสมาชิกในกลุ่มประเทศเครือจักรภพ (Commonwealth) ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ไม่ได้เป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร แต่เข้าร่วม Commonwealth ต่อมาเมื่อกลางปี 2539 (ค.ศ. 1996) โมซัมบิกได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้ง ประชาคมประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส (Comunidade de Países de Língua Portuguesa - CPLP)   ต่อมาเมื่อปี 2541 (ค.ศ. 1998) โมซัมบิกถอนตัวออกจากสมาชิกภาพในตลาดร่วมแห่งภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้ (COMESA) เนื่องจากหันไปให้ความสำคัญการค้ากับประเทศในกลุ่ม SADC มากกว่าประเทศในกลุ่ม COMESA

โมซัมบิกมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกับมาลาวีและแซมเบีย ทั้งสามประเทศร่วมมือกันพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมกันที่เรียกว่า Nacala Development Corridor (NDC) ซึ่งมีบริเวณตั้งแต่เมือง Nacala ซึ่งเป็นเมืองท่าของโมซัมบิก ผ่านกรุง Lilongwe ของมาลาวี ไปจนถึงกรุง Lusaka ของแซมเบีย โดยมีจุดประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ให้สามารถรองรับการขยายตัวของการค้าระหว่างทั้งสามประเทศได้

การเมืองการปกครอง

โมซัมบิกปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ โดยแบ่งออกเป็น 10 จังหวัด (Cabo Delgodo, Gaza, Inhambane, Manica, Maputo, Nampula, Niassa, Sofala, Tele และ Zambezia) และ 1 เมือง (Cidade de Maputo) มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เป็นประมุขแห่งรัฐ ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่เกิน 2 สมัย และมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี เป็นผู้นำรัฐบาล คณะรัฐมนตรีมาจากแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิกสมัชชาสาธารณรัฐ 250 ที่นั่ง ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีวาระ 5 ปี (เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ 28 ตุลาคม 2552) ปัจจุบันพรรค FRELIMO เป็นพรรครัฐบาล โดยมีเสียงข้างมากในสมัชชาฯ กว่าร้อยละ 75 ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลสูงสุด (ผู้พิพากษาส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี อีกส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งภายในสมัชชาฯ) ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลประเพณี ศาลกฎหมายที่เกี่ยวกับการเดินเรือ และศาลแรงงาน

ชายฝั่งโมซัมบิกเป็นชุมชนทางทะเลของพ่อค้าชาวอินเดีย อาหรับ และเปอร์เซียมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 โดยเป็นชุมทางการค้าทาส งาช้าง ทองคำ และเครื่องเทศ และมีการสร้างครอบครัวของพ่อค้ามุสลิมซึ่งแต่งงานกับหญิงชาวแอฟริกาท้องถิ่น ชาวยุโรปกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงโมซัมบิกได้แก่ ชาวโปรตุเกส ในศตวรรษที่ 15 โจรสลัดเข้ามามีอำนาจเหนือน่านน้ำโมซัมบิก ยกกำลังบุกยึดเมืองชายฝั่งโมซัมบิกและสร้างป้อมปราการป้องกันการโจมตีจากอังกฤษและดัตช์ ในศตวรรษที่ 17 ดินแดนโมซัมบิกตอนในถูกแบ่งเป็นเขตเกษตรกรรมภายใต้อาณานิคมของโปรตุเกส แต่กลุ่มโจรสลัดก็ยังคงบุกยึดหมู่บ้านและเมืองต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ชาวแอฟริกันท้องถิ่นดิ้นรนเป็นอิสระจากอาณานิคมโปรตุเกส

ปี 2503 รัฐบาลโปรตุเกสใช้กำลังปราบปรามคนท้องถิ่นที่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจ นำไปสู่สงครามและเหตุการณ์สังหารหมู่ (Mueda Massacre) ในปี 2505 นายเอดูอาร์โด มอนเลน (Eduardo Mondlane) ผู้นำท้องถิ่นที่มีอิทธิพล ได้ก่อตั้งแนวร่วมเพื่อการปลดปล่อยโมซัมบิก (Liberation Front of Mozamibique -  FRELIMO) ต่อมาในปี 2512 นายมอนเลนถูกฆาตกรรม และนายซาโมรา มาเชล (Samora Machel) ผู้นำทางทหารของ FRELIMO ได้ขึ้นเป็นผู้นำแนวร่วม และใช้ความรุนแรงในการต่อต้านรัฐบาลโปรตุเกส ในที่สุด กลุ่ม FRELIMO ได้ชัยชนะและประกาศเอกราชของโมซัมบิกจากอาณานิคมโปรตุเกสในวันที่ 25 มิถุนายน 2518 โดย FRELIMO เป็นพรรครัฐบาลและนายมาเชลเป็นประธานาธิบดี

กองทัพโปรตุเกสถอนกำลังจากโมซัมบิกในชั่วข้ามคืน โดยได้ทำลายสาธารณูปโภคพื้นฐาน รถยนต์ และบ่อน้ำสาธารณะในเมืองลงทั้งหมด รัฐบาลใหม่ของนายมาเชลใช้นโยบายการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างรุนแรง (radical social change) ปกครองประเทศแบบสังคมนิยม ยึดทรัพย์สินเอกชนทั้งหมดเป็นของรัฐ และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศคอมมิวนิสต์ในยุโรป

โมซัมบิกกลายเป็นประเทศที่ประเทศคอมมิวนิตส์ใช้เป็นสัญลักษณ์เชิดชูความสำเร็จของการปกครองระบอบสังคมนิยม การเมืองภายในของโมซัมบิกได้รับผลกระทบจากสงครามเย็นอย่างมาก ในทศวรรษที่ 1980 ประเทศเสรีตะวันตกและแอฟริกาใต้เข้าแทรกแซง โดยสนับสนุนกลุ่ม Mozambique National Resistance (RENAMO) ที่ก่อสงครามกลางเมือง ทำลายสาธารณูปโภคพื้นฐาน สะพาน ทางรถไฟ โรงเรียน สถานพยาบาล ทำให้การพัฒนาประเทศหยุดชะงัก ปลายทศวรรษที่ 1980 สหภาพโซเวียตล่มสลาย สงครามเย็นสิ้นสุดลง รัฐบาลแอฟริกาใต้ยุติการสนับสนุน RENAMO ต่อมาในปี 2529 นายมาเชลเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ และนายโจอาควิม ชิสสาโน (Joaquim Chissano) ขึ้นเป็นผู้นำประเทศแทน

นายชิสสาโนเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจจากมาร์กซิส (Marxist) เป็นเศรษฐกิจการตลาด (market economy) และลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพยุติสงครามกลางเมืองกับ RENAMO ในเดือนตุลาคม 2535 และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปและการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งแรกของโมซัมบิกในเดือนตุลาคม 2537 ซึ่งนาย   ชิสสาโนชนะการเลือกตั้งและเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

การเลือกตั้งครั้งที่ 2 จัดขึ้นในปี 2542 ซึ่งนายชิสสาโนชนะการเลือกตั้งอีกครั้งและเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 แต่ในการเลือกตั้งครั้งที่ 3 เมื่อเดือนธันวาคม 2547 นายชิสสาโนไม่สามารถลงสมัครได้เนื่องจากดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครบ 2 วาระแล้ว ทำให้นายอาร์มันโด เอมิลิโอกูเอบูซ่า (Armando Emilio Guebuza) เข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค FRELIMO แทนและสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นายกูเอบูซ่าชนะการเลือกตั้งเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี หลังจากนั้น ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2552 นายกูเอบูซ่าชนะการเลือกตั้งเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 75 และพรรค FRELIMO ได้คะแนนเสียงร้อยละ 74.66 ทำให้ได้ที่นั่งในสมัชชาสาธารณรัฐ 191 ที่นั่ง จาก 250 ที่นั่ง (พรรค RENAMO ได้ 51 ที่นั่ง พรรค MDM  ได้ 8 ที่นั่ง)

นับจากที่สงครามกลางเมืองอันยาวนานสิ้นสุดลงเมื่อตุลาคม 2535 โมซัมบิกได้เปลี่ยนสถานะจากภาวะรัฐล้มเหลว (failed state) มาเป็นประเทศตัวอย่างของการฟื้นฟูและการพัฒนาประเทศภายหลังจากภาวะสงคราม ส่งผลให้โมซัมบิกมีความมั่นคงทางการเมือง เกิดภาวะความปรองดองในชาติ และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงการปกครองของประธานาธิบดีชิสสาโน ระหว่างปี 2529 -2548

ภายใต้การนำของประธานาธิบดีกูเอบูซ่า (นับแต่ปี 2548) รัฐบาลมีนโยบายการปกครองค่อนข้างกร้าวร้าว มีลักษณะความเป็นเผด็จการสูง ซึ่งแตกต่างจากแนวทางเดิมของประธานาธิบดีชิสสาโน ที่ให้ความสำคัญกับความสมานฉันท์และการมีความคิดที่แตกต่างตามระบอบประชาธิปไตย (democratic pluralism) อย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะระหว่างพรรครัฐบาล FRELIMO และพรรคฝ่ายค้าน RENAMO การพัฒนาประเทศจึงชะลอตัวลงตามไปด้วย การบริหารแบบเผด็จการของประธานาธิบดีกูเอบูซ่าได้เอื้อประโยชน์ต่อระบบอุปถัมภ์และการคอรัปชั่น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความไม่พอใจจากภาคสังคม

ภายหลังเข้าพิธีสาบานตน ประธานาธิบดีกูเอบูซ่า ได้กล่าวปราศรัยถึงนโยบายของรัฐบาลว่า จะผลักดันการกระจายอำนาจการปกครองของรัฐบาล ส่งเสริมการปกครองที่ดี การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน และขจัดความยากจน รวมทั้งได้กล่าวถึงท่าทีของรัฐบาลที่จะร่วมมือกับภาคเอกชนและองค์กรความช่วยเหลือต่าง ๆ ให้มากขึ้น เพื่อเร่งรัดการพัฒนาของโมซัมบิกด้วย

นโยบายต่างประเทศ
ในช่วงทศวรรษแรกหลังได้รับเอกราช โมซัมบิกมีนโยบายการปกครองแบบสังคมนิยม Marxist-Leninist และวางตัวใกล้ชิดกับกลุ่มประเทศ Soviet Bloc โดยเฉพาะ สหภาพโซเวียตและเยอรมันตะวันออก แต่ในช่วงหลังของทศวรรษ 1980 โมซัมบิกได้พยายามขยับออกจาก Soviet Bloc และหันไปเปิดความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกมากขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศสหรัฐฯ กลุ่มประเทศยุโรป รวมทั้งญี่ปุ่นด้วย การยุติสงครามกลางเมืองเมื่อปี 2535 ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้น ปัจจุบัน นโยบายต่างประเทศของโมซัมบิกมุ่งเน้นไปที่แอฟริกาใต้ ประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มประชาคมเพื่อการพัฒนาแอฟริกาตอนใต้ (SADC) และประเทศผู้ให้ตะวันตก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนก้าวขึ้นมามีบทบาทด้านการลงทุนและการค้าอย่างมาก

โมซัมบิกหลังภาวะสงครามกลางเมือง กลายมามีบทบาทสำคัญด้านการทูตระดับภูมิภาคและปฏิบัติการด้านสันติภาพ โดยเฉพาะด้านการเจรจาและการไกล่เกลี่ย เนื่องจากโมซัมบิกมีประสบการณ์โดยตรงในช่วงที่ต่างประเทศเข้ามามีบทบาทในโมซัมบิก นอกจากนี้ โมซัมบิกยังเคยส่งทหารเข้าร่วมปฏิบัติการสันติภาพในบุรุนดีเมื่อปี 2548 อีกด้วย

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2538 โมซัมบิกเข้าเป็นสมาชิกในกลุ่มประเทศเครือจักรภพ (Commonwealth) นับเป็นประเทศแรกที่ไม่ได้เป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร แต่เข้าร่วม Commonwealth ต่อมาเมื่อกลางปี 2539 โมซัมบิกได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งประชาคมประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส (Comunidade de Países de Língua Portuguesa - CPLP) ต่อมา เมื่อปี 2541 โมซัมบิกถอนตัวออกจากสมาชิกภาพในตลาดร่วมแห่งภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้ (COMESA) เนื่องจากหันไปให้ความสำคัญการค้ากับประเทศในกลุ่ม SADC มากกว่าประเทศในกลุ่ม COMESA

โมซัมบิกมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับแอฟริกาใต้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากการเชื่อมโยงระหว่างกันที่มีมากขึ้น ทั้งด้านการค้า การลงทุน โดยแอฟริกาใต้เป็นประเทศคู่ค้าและผู้ลงทุนอันดับหนึ่ง การท่องเที่ยว การย้ายถิ่นฐานของประชาชน โดยเฉพาะแรงงานในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และความร่วมมือด้านความมั่นคง

ความสัมพันธ์อับอดีตเจ้าอาณานิคมโปรตุเกส เป็นไปด้วยดีมาตั้งแต่สมัยช่วงสิ้นสุดภาวะสงครามกลางเมือง โดยโปรตุเกสมองว่า โมซัมบิกเป็นประเทศหุ้นส่วนที่สำคัญในกลุ่ม CPLP โปรตุเกสยังเป็นทั้งผู้ลงทุนและผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่ของโมซัมบิกด้วย แต่เนื่องจากในช่วงหลัง ประธานาธิบดีกูเอบูซ่ามีนโยบายต่อต้านอดีตเจ้าอาณานิคม โดยเห็นว่า เป็นวิธีการเพิ่มอำนาจในการเจรจาต่อรอง เป็นผลให้หลายบริษัทของโปรตุเกสในโมซัมบิกปิดตัวลง

โมซัมบิกยังมีสัมพันธภาพทางการเมืองที่ดีกับแองโกลาและซิมบับเว เนื่องจากต่างประสบภาวะการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชจากเจ้าอาณานิคมเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม โมซัมบิกเคยต่อต้านการแทรกแซงทางทหารในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกของทั้งแองโกลาและซิมบับเว (มีท่าทีเช่นเดียวกับแอฟริกาใต้) และสนับสนุนอย่างเงียบ ๆ การเจรจาทางการเมืองในแองโกลาในช่วงหลังของสงครามกลางเมือง ความสัมพันธ์กับมาลาวีมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ทั้งสองประเทศร่วมมือกันพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมกัน (ร่วมกับแซมเบียด้วย) ที่เรียกว่า Nacala Development Corridor (NDC) ซึ่งมีบริเวณตั้งแต่เมือง Nacala ซึ่งเป็นเมืองท่าของโมซัมบิก ผ่านกรุง Lilongwe ของมาลาวี ไปจนถึงกรุง Lusaka ของแซมเบีย โดยมีจุดประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ให้สามารถรองรับการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศของทั้งสามประเทศได้

โมซัมบิกเป็นประเทศสมาชิกในองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญ ๆ อาทิ สหประชาชาติ (United Nations – UN) สหภาพแอฟริกา (African Union – AU) กลุ่มประเทศไม่ฝักฝ่ายใด (Non-Aligned Movement – NAM) องค์การการประชุมอิสลาม (Organisation of Islamic Conference – OIC) ประชาคมเพื่อการพัฒนาแอฟริกา  ตอนใต้ (Southern African Development Community – SADC) ประชาคมประเทศผู้ใช้ภาษาโปรตุเกส (Comunidade dos Países de Língua Portuguesa - CPLP) กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคแอฟริกา แคริบเบียน และแปซิฟิก (African, Caribbean and Pacific Group of States - ACP)

เศรษฐกิจและสังคม

โมซัมบิกมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ลุ่ม มีทรัพยากรธรรมชาติมาก โดยเฉพาะด้านอัญมณี ป่าไม้และประมง อัญมณีที่สำคัญของโมซัมบิกคือ ruby, agate, amethyst, aquamarine, emerald, garnet, jasper, morganite, rose quartz, tiger eye และ tourmaline และมีแหล่งประมงที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในบริเวณช่องแคบโมซัมบิก

โมซัมบิกมีภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะแก่การปลูกข้าวและพืชผลอื่น เช่น ข้าวโพด และพืชไร่จำพวกที่สามารถทำเชื้อเพลิงชีวภาพได้ ภาคการเกษตรของสาธารณรัฐโมซัมบิกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจของประเทศ หลังสงครามกลางเมือง รัฐบาลโมซัมบิกได้ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคและการเพาะปลูกในประเทศ มีนโยบายปฏิวัติเกษตรกรรม (Green Revolution) มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตภาคการเกษตร ปัจจุบัน มีแรงงานที่ทำงานอยู่ในภาคการเกษตรร้อยละ 80 พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของโมซัมบิก ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง และมะม่วงหิมพานต์ อย่างไรก็ตาม คนโมซัมบิกยังคงขาดทักษะด้านเกษตรกรรม รวมถึงขาดเครื่องจักรกลขนาดเล็ก เช่น เครื่องไถ และเครื่องหยอดเมล็ดข้าว ทำให้มีผลผลิตต่อไร่ไม่สูงนัก ปัจจุบัน จีนได้ขอเช่าพื้นที่ในโมซัมบิกเพื่อทำการเพาะปลูกพืช เวียดนามได้เริ่มให้ความช่วยเหลือทางวิชาการเกษตรแก่โมซัมบิกแล้ว และสหรัฐอเมริกามีโครงการให้ความช่วยเหลือ โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มการค้าผลิตผลเกษตรกับโมซัมบิก ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ ปรับปรุงการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ และให้ความช่วยเหลือจัดตั้งสมาคมเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อ ผู้ลงทุน ผู้ผลิต ผู้จัดหา ผู้แปรรูป และผู้จัดจำหน่าย

โมซัมบิกมีหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน โดยมีมาตราการด้านภาษีจูงใจสำหรับนักลงทุน แต่การให้สิทธิพิเศษจะต่างกันไปตามเขตที่นักลงทุนไปลงทุนและประเภทของการลง ทุน แต่โดยเฉลี่ย นักลงทุนจะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าประมาณร้อยละ 50-80 โดยเฉพาะภาษีเครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตร และการก่อสร้าง นอกจากนี้โมซัมบิกยังได้กำหนด Rapid Development Zone เช่นจังหวัด Niassa, Nacala และZambezi และเขต Ilha de Mozambique และ Ibo Island ซึ่งนักลงทุนจะได้สิทธิพิเศษทางภาษีด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น ภาษีการโอนที่ดิน เป็นต้น

เมือง Tete ทางตอนเหนือของโมซัมบิกมีถ่านหินจำนวนมาก (คาดว่าน่าจะมากที่สุดในโลก) ขณะนี้มีนักลงทุนจากบราซิล (บริษัท Companhia Vale do Rio Doce) ได้สัมปทานทำเหมืองถ่านหินในเขตดังกล่าว โดยที่โมซัมบิกผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำกว่าร้อยละ 90  จึงยังไม่ได้ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้ามากนัก จึงเป็นไปได้ที่ราคาถ่านหินในโมซัมบิกจะยังคงมีราคาถูกเนื่องจากความต้องการ ใช้ยังมีไม่มาก แต่อาจจะมีปัญหาในเรื่องการขนส่งไปที่ท่าเรือ ปัจจุบัน บริษัทอินเดียรายหนึ่งกำลังซ่อมแซมทางรถไฟจากเมือง Tete ไปยังท่าเรือเมือง Beira ระยะทางประมาณ 900 กม. เพื่อให้การขนส่งถ่านหินเป็นไปได้สะดวกยิ่งขึ้น

โมซัมบิกยังมีอุปสรรคสำคัญคือ ความขลุกขลักในการจัดการภายในประเทศ การใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นหลัก ประชากรส่วนมากไม่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร และมีไข้มาลาเรียระบาดเป็นระยะ

โมซัมบิกถือเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูประเทศภายหลังจากปัญหา ความไม่สงบภายในประเทศ โดยนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันเน้นการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยทำให้ระบบเศรษฐกิจมวลรวมของประเทศมีเสถียรภาพและปรับปรุงการบริการภาค สาธารณะให้ดีขึ้น โดยมุ่งหมายว่า หากสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับที่กำหนดไว้จะสามารถลดปัญหาความยาก จนได้ ในส่วนของนโยบายการคลัง รัฐบาลได้ใช้จ่ายงบประมาณเป็นจำนวนมากในโครงการบรรเทาความยากจน

อุตสาหกรรมที่สำคัญของโมซัมบิก ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ อะลูมินั่ม ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สิ่งทอ ซีเมนต์ แก้ว และยาสูบ สินค้าหลักที่โมซัมบิกส่งออก ได้แก่ อะลูมินั่ม เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ กุ้ง น้ำตาล และฝ้าย โดยประเทศที่โมซัมบิกส่งสินค้าออก ได้แก่ เบลเยี่ยม แอฟริกาใต้ สเปน และเนเธอร์แลนด์  ส่วนสินค้าที่โมซัมบิกนำเข้า ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ยานพาหนะ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ โดยนำเข้าจากประเทศต่าง ๆ ได้แก่ แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย จีน และโปรตุเกส สินค้านำเข้าหลักของโมซัมบิกคือ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ อาหารและเครื่องนุ่งห่ม โดยภาพรวม ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของโมซัมบิกคือ แอฟริกาใต้ (ร้อยละ 36.6) เนเธอร์แลนด์ (ร้อยละ 15.6) และโปรตุเกส (ร้อยละ 33)

ความสัมพันธ์

ยุทธศาสตร์ของไทยต่อสาธารณรัฐโมซัมบิก
ด้านการเมืองและความมั่นคง
ส่งเสริมให้โมซัมบิกเป็นพันธมิตรของไทย ทั้งในระดับทวิภาคีและในเวทีระหว่างประเทศต่าง ๆ  โดยใช้กลไกความร่วมมือและการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน

ด้านเศรษฐกิจ
-  ส่งเสริมให้โมซัมบิกเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของไทยในภูมิภาค    แอฟริกา โดยไทยสามารถแสวงหาแนวทางร่วมมือกับโมซัมบิกในการแปรรูปและนำทรัพยากรธรรมชาติของโมซัมบิก โดยเฉพาะด้านอัญมณี ป่าไม้ น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ มาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมของไทย อันจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจร่วมกันของทั้งสองประเทศ ปัจจุบัน บริษัท ปตท. สผ. ได้เข้าไปซื้อธุรกิจขุดเจาะก๊าซธรรมชาติทางตอนเหนือของโมซัมบิกแล้ว

-  ขยายตลาดสินค้า การบริการ และการลงทุนของไทยในโมซัมบิก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว และบริการเนื่องจากเป็นสาขาที่โมซัมบิกยังขาดแคลน

ด้านสังคมและนวัตกรรม
เสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกันในทุกระดับ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน เพื่อเป็นพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจและความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ ตลอดจนสนับสนุนให้โมซัมบิกใช้ไทยเป็นแบบอย่างของการพัฒนา

ความสัมพันธ์ทั่วไป
การทูต

เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2532 (ค.ศ.1989โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย มีเขตอาณาครอบคลุมโมซัมบิก และไทยได้แต่งตั้งนายคาร์ลอส อังโตนีโอ ดา คอนไซเซา ซิมบิเน (Carlos António da Conceicão Simbine) เป็น กสม. ไทยประจำโมซัมบิก สำหรับฝ่ายโมซัมบิกมอบหมายให้ สอท. โมซัมบิกประจำอินโดนีเซีย มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย และแต่งตั้งนายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์  ดำรงตำแหน่ง กสม. โมซัมบิกประจำประเทศไทย ที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ราบรื่น 

เศรษฐกิจ
การค้า
การค้าระหว่างไทยและโมซัมบิกอยู่ในระดับปานกลาง ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) มีมูลค่ารวม 180.23 ล้าน USD โดยไทยส่งออก 163.48 ล้าน USD และนำเข้า16.75 ล้าน USD สินค้าส่งออกหลักของไทย ได้แก่ ข้าว น้ำมันสำเร็จรูป ปูนซีเมนต์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินค้าอาหารกระป๋อง ขนม และสินค้าสำหรับบริโภคทั่วไป เช่น สบู่ ผงซักฟอก และอื่น ๆ สำหรับสินค้านำเข้าหลักของไทย ได้แก่ ด้ายและเส้นใย สัตว์น้ำสดแช่เย็น/แช่แข็ง/แปรรูปและกึ่งแปรรูป ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ โลหะ ในชั้นนี้ การลงทุนของ บ. ปตท. สผ. ของไทยได้ไปซื้อธุรกิจก๊าซธรรมชาติในโมซัมบิกจาก บ. Cove Energy ของประเทศอังกฤษเป็นจำนวนเงิน 1.8 พันล้านปอนด์อังกฤษ นอกจากนี้ มีร้านอาหารไทยเปิดที่กรุงมาปูโตแล้วจำนวน 3 ร้าน และจะมีเปิดอีก 1 ร้าน ในปี 2556 

การลงทุน
แม้การลงทุนในโมซัมบิกของผู้ประกอบการไทยยังมีไม่มาก แต่โมซัมบิกมีศักยภาพด้านป่าไม้ เนื่องจากต้นทุนค่าทำไม้ ซึ่งรวมค่าขนส่งจากโมซัมบิกมาไทย ถูกกว่าที่ซื้อจากประเทศพม่าและกัมพูชา อุตสาหกรรมโรงเลื่อยจึงน่าจะได่รับการส่งเสริม โดยเฉพาะ ไม้เต็งและไม้มะค่า ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดไทย

นอกจากนี้ โมซัมบิกยังมีชายฝั่งทะเลยาวถึง 1,700 กม. จึงเป็นแหล่งประมงนอกน่านน้ำขนาดใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในบริเวณช่องแคบโมซัมบิก เมื่อปี 2545 เอกชนไทยเคยได้รับสัมปทานทำประมงปลาและกุ้ง แต่ต่อมา ต้องถอนเรือประมงออกไป เพราะกฎระเบียบที่เข้มงวดและเอื้อประโยชน์ต่อญี่ปุ่นและโปรตุเกส ซึ่งเป็นคู่แข่งของไทย อย่างไรก็ดี เอกชนไทยยังสนใจในอุตสาหกรรมประมง ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือด้านการเพาะเลี้ยงกุ้งชายฝั่งและอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป-แช่แข็ง

ปัจจุบัน มีพ่อค้าพลอยชาวไทยอาศัยอยู่ทางตอนเหนือโมซัมบิก (เมือง Montepuez เมือง Nampula และเมือง Pemba) ประมาณ 500 คน โดยดำเนินการซื้อพลอยอย่างผิดกฎหมายเกือบทั้งหมดซึ่งรัฐบาลโมซัมบิกทราบปัญหาการลักลอบนำพลอยดิบออกจากโมซัมบิกโดยชาวไทยเป็นอย่างดี และได้ทำการปราบปรามการลักลอบนำพลอยดิบออกจากประเทศอย่างเข้มงวด โดยระหว่างปี 2553 – 2555 มีชาวไทยถูกจับกุมเป็นประจำ ซึ่งส่งผลให้พ่อค้าพลอยไทยบางส่วนเดินทางกลับประเทศไทย เนื่องจากตระหนักว่า ไม่คุ้มค่าที่จะถูกจับกุมและต้องเสียเงินค่าสินบนเพื่อออกมาจากคุก ประมาณ 5,000 – 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ

รัฐบาลโมซัมบิกมีความต้องการที่จะให้มีการซื้อ - ขายพลอยอย่างถูกฎหมาย โดยประสงค์จะให้บริษัทต่างชาติที่ความเชี่ยวชาญด้านการสำรวจและขุดเจาะไปร่วมลงทุนกับ บริษัทโมซัมบิกในกิจการดังกล่าวอย่างถูกต้อง ปัจจุบันได้มี บริษัทของอังกฤษและออสเตรเลียเริ่มเข้าไปลงทุนอย่างถูกต้องแล้ว จึงส่งผลให้การลักลอบนำพลอยดิบออกจากโมซัมบิกได้ยากขึ้น เนื่องจากบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุนจะจับตามองและป้องกันการลักลอบนำพลอยดิบออกจากโมซัมบิกอย่างผิดกฎหมาย

การลงนามบันทึกความเข้าใจด้าน (MoU) ความร่วมมือด้านทรัพยากรแร่ระหว่างรัฐบาลไทย และโมซัมบิก เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 จะเป็นกลไกและจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับความร่วมมือด้านอัญมณีระหว่างไทยและโมซัมบิก

การท่องเที่ยว
ในปี 2553 มีชาวโมซัมบิกเดินทางมาไทยจำนวน 655 คน โดยคนโมซัมบิกส่วนใหญ่ที่เดินทางมาติดต่อธุรกิจในไทยและมักสั่งซื้อสินค้าประเภทเสื้อผ้าและสิ่งทอ เช่นเดียวกับคนแอฟริกาในประเทศอื่น เนื่องจากทราบว่าสินค้าไทยประเภทนี้ราคาถูกและมีคุณภาพ และมีคนไทยอยู่ในโมซัมบิกจำนวน 20-30 คน ซึ่งเข้าไปขุดพลอยที่เมือง Nampura ทางตอนเหนือของโมซัมบิก

ความร่วมมือทางวิชาการ 
ไทยและโมซัมบิกมีความร่วมมือทางด้านวิชาการและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับที่ดีและมีความก้าวหน้า ดังนี้
- โมซัมบิกเป็นประเทศหนึ่งที่อยู่ในโครงการหลักสูตรฝึกอบรมนานาชาติประจำปี (Annual International Training Course – AITC) ของไทย มีการให้ทุนฝึกอบรมและดูงานด้านการพัฒนาในหลักสูตรระยะสั้นต่าง ๆ ในหลายสาขา อาทิ การท่องเที่ยว การบริหารจัดการชายฝั่งทะเล การเกษตรแบบยั่งยืน และสาธารณสุข
-  โครงการความร่วมมือทางวิชาการด้านข้าว ระหว่างปี 2548 – 2549
-  โครงการพัฒนาประมงขนาดเล็กและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ระหว่างปี 2548 - 2550
-  โครงการความร่วมมือด้านสาธารณสุขในการป้องกันโรคมาลาเรียและ HIV/AIDs ระหว่างปี 2548 2549
-  โครงการมหาวิทยาลัยสัมพันธ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัย Eduardo Mondlane ของโมซัมบิกในปี 2553

ความตกลงที่สำคัญๆ ระหว่างไทยกับโมซัมบิก
ความตกลงที่ลงนามแล้ว
-  บันทึกความเข้าใจ (MoU) เรื่องความร่วมมือด้านทรัพยากรแร่ระหว่างไทยกับโมซัมบิก ลงนามแล้วเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556

ความตกลงที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
-  ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ โดยในเดือน มิถุนายน 2550 ฝ่ายโมซัมบิกได้แจ้งให้ความเห็นชอบต่อร่างความตกลงฯ ตามที่ฝ่ายไทยเสนอ  และสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) ได้มีหนังสือขอความอนุเคราะห์กรมสนธิสัญญาและกฎหมายพิจารณาร่างความตกลงฯ ฉบับภาษาไทยและภาษาโปรตุเกส และเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551  สพร.ได้มีหนังสือสอบถามความคืบหน้าการพิจารณาร่างความตกลงดังกล่าว ปัจจุบัน สพร.ยังไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาจากกรมสนธิสัญญา ซึ่งอาจเป็นเพราะเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนและฝ่ายโมซัมบิกขาดการประสาน/ทวงถามในเรื่องดังกล่าว
-  พิธีสารว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทย-โมซัมบิก ล่าสุด อยู่ระหว่างการพิจารณาเปรียบเทียบกับร่างมาตรฐานของฝ่ายไทย
-  ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วม ล่าสุด อยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของไทย
-  ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ล่าสุด กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แจ้งว่ากรอบการเจรจาความตกลงดังกล่าวเพิ่งจะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเมื่อเดือนกันยายน 2553 (ค.ศ. 2010) ขณะนี้ ได้ส่งร่างความตกลงฯ ให้หน่วยงานของไทย 13 แห่ง ร่วมพิจารณาด้วยแล้ว
-  อนุสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ล่าสุด กรมสรรพากรแจ้งว่า กรอบการเจรจาอนุสัญญาฯ ผ่านการพิจารณาของ ครม. แล้ว แต่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา จึงยังไม่สามารถกำหนดการจัดประชุมเจรจาทวิภาคีกับโมซัมบิกได้ 

การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายไทย
นายกรัฐมนตรี / คณะรัฐมนตรี / เจ้าหน้าที่ระดับสูง

- เดือนมีนาคม 2544 นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำคณะผู้แทนการค้าไทย พร้อมทั้งผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนโมซัมบิกเพื่อสำรวจลู่ทางการค้าและการลงทุน
นางนลินี ทวิสิน ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเยือนโมซัมบิกในฐานะแขกของนาย Renato Matuse ที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดีโมซัมบิก ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม  4 กันยายน 2555 ในโอกาสดังกล่าว นางนลินีได้เข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีโมซัมบิกและผู้แทนระดับสูงของรัฐมนตรีโมซัมบิกจำนวนมาก
เมื่อนางนลินี ทวิสิน ดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ได้เดินทางเยือนโมซัมบิกในฐานะแขกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมโมซัมบิก ระหว่างวันที่ 17 – 23 ธันวาคม 2555 และมีกำหนดจะเดินทางไปเยือนโมซัมบิกอีกครั้งในฐานะแขกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระหว่างวันที่ 13 – 17 กุมภาพันธ์ 2556

ฝ่ายโมซัมบิก
ประธานาธิบดี / นายกรัฐมนตรี / คณะรัฐมนตรี

- วันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ 2535 นายมาริโอ ดา กราคา มาชุงโก (Mario da Graca Machungo) นายกรัฐมนตรีโมซัมบิกเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล
- วันที่ 15-17 มีนาคม 2549 นางอัลซิลดา อันโตนิโอ เด อาบริว (Alcinda Antonio de Abreu) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือโมซัมบิก เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
- วันที่ 27 มีนาคม – 1 เมษายน 2553 นายโจเซ่ มาเตอุส คาทูพา (Jose Mateus Katupha) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนประธานสภาผู้แทนราษฎร เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐสภา และเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา (Inter-Parliamentary Union – IPU) ครั้งที่122 ที่กรุงเทพฯ
นาง Esperanca Bias รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรแร่ ได้เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานแขกของ กระทรวงพาณิชย์ในช่วงเดือนกันยายน 2554 เพื่อเข้าร่วมงาน Eyes on Africa และงาน Bangkok Jewelry Fairและได้เดินทางมาเยือนไทยในฐานะแขกของ รมว. พลังงานอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 7  10 กุมภาพันธ์ 2556 เพื่อหารือเรื่องความร่วมด้านพลังงานกับ รมว. พลังงาน คณะผู้บริหาร ปตท. สผ. พร้อมทั้งลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU)  ด้านความร่วมมือด้านทรัพยากรแร่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556
นาย Paulo Zucula รมว.คมนาคมโมซัมบิกได้เดินทางมาเยือนไทยในฐานะแขกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระหว่างวันที่ 26 27 ตุลาคม 2555 และมีกำหนดจะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งในฐานะแขกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556

ความตกลงและความร่วมมือ