Mozambique / โมซัมบิก

สาธารณรัฐโมซัมบิก
Republic of Mozambique

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Mozambique / โมซัมบิก

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา มีพรมแดนทิศเหนือติดกับแทนซาเนีย ทิศใต้ติดกับแอฟริกาใต้และสวาซิแลนด์ ทิศตะวันออกติดกับมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันตกติดกับมาลาวี ซิมบับเว และแซมเบีย

พื้นที่ 799,388 ตารางกิโลเมตร

เมืองหลวง กรุงมาปูโต (Maputo)

ประชากร 27.23 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ ร้อนชื้น เดือนที่มีอากาศร้อนที่สุด คือ เดือนมกราคม โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 22 - 31 องศาเซลเซียส และเดือนที่มีอากาศเย็นที่สุด คือ เดือนมิถุนายน โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 13 - 24 องศาเซลเซียส

ภาษาราชการ ภาษาโปรตุเกส

ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 30.3 โปรแตสแตนท์ ร้อยละ 19.2 ไซออนนิสต์ ร้อยละ 10.6 นิกายอื่น ๆ ร้อยละ 9.3 อิสลาม ร้อยละ 19.2 ศาสนาอื่น ๆ ร้อยละ 1.4 ไม่นับถือศาสนา ร้อยละ 10

ระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ เป็นระบบสภาเดียว โดยมีประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นประมุขแห่งรัฐ ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี โดยดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ และมีนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี เป็นผู้นำรัฐบาล

ประธานาธิบดี นายฟิลิปเป จาซินโต นยูซี (Mr. Filipe Jacinto Nyusi) (ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2558)

นายกรัฐมนตรี นายการ์ลูส อากูสตินโย ดู โรซารีอู (Mr. Carlos Agostinho do Rosário) (ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2558)

รมว. กต. นายจูแซ กงดูกัว อังตูนียู ปาแชกู (Mr. José Condugua António Pacheco) (ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2560)

วันชาติ 25 มิถุนายน     

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 19 เมษายน 2532

หน่วยเงินตรา โมซัมบิกเมติกัล (MZN) (1 บาท = 2.01 MZN) (สถานะ ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2562)           

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 12.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560) 

รายได้ประชาชาติต่อหัว 426.2 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.7 (ปี 2560)

เงินทุนสำรอง 3.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 10 (ปี 2560)

ทรัพยากรธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติ อัญมณี ป่าไม้และประมง ถ่านหิน ไทเทเนียม ไฟฟ้าพลังงานน้ำ แทนทาลัม แกรไฟต์

อุตสาหกรรมหลัก อาหาร เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ (ปุ๋ย สบู่ สีทาบ้าน) อะลูมิเนียม ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สิ่งทอ ซีเมนต์ กระจก แร่ใยหิน ยาสูบ

สินค้านำเข้าที่สำคัญ น้ำมันปิโตรเลียม อะลูมิเนียมดิบ อะลูมิเนียมออกไซด์ แร่โครเมียม ทองแดง

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ แอฟริกาใต้ จีน อินเดีย ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ถ่านโค้ก ถ่านหินก้อน อะลูมิเนียมดิบ ก๊าซธรรมชาติ ยาสูบ

ตลาดส่งออกที่สำคัญ อินเดีย แอฟริกาใต้ จีน อิตาลี สเปน    

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

โมซัมบิกเคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส ในปี 2503 (ค.ศ. 1960) รัฐบาลโปรตุเกสใช้กำลังปราบปรามคนท้องถิ่นที่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจ นำไปสู่สงครามและเหตุการณ์สังหารหมู่ (Mueda Massacre) ในปี 2504 (ค.ศ. 1961) ต่อมานายเอดูอาร์โด มอนเลน (Eduardo Mondlane) ผู้นำท้องถิ่นที่มีอิทธิพลสูงได้ก่อตั้งแนวร่วมเพื่อการปลดปล่อยโมซัมบิก (Liberation Front of Mozamibique -  FRELIMO) จนกระทั่ง ในปี 2512 (ค.ศ. 1969) นายมอนเลน ถูกฆาตกรรม และนายซาโมรา มาเชล (Samora Machel) ผู้นำทางทหารของ FRELIMO ได้ขึ้นเป็นผู้นำแนวร่วมแทน และใช้ความรุนแรงในการต่อต้านรัฐบาลโปรตุเกส จนได้รับชัยชนะและประกาศเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส ในวันที่ 25 มิถุนายน 2518 (ค.ศ. 1975) โดย FRELIMO ได้กลายเป็นพรรครัฐบาลและนายมาเชลเป็นประธานาธิบดีคนแรก

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดของโมซัมบิก จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2552 (ค.ศ. 2010) นายอาร์มันโด เอมิลิโอ กูเอบูซ่า (Armando Emilio Guebuza) ผู้นำพรรค FRELIMO ชนะการเลือกตั้งและเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ด้วยคะแนนเสียงกว่าร้อยละ 75 การบริหารประเทศของประธานาธิบดีกูเอบูซ่ามีลักษณะค่อนข้างเป็นเผด็จการ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะระหว่างพรรครัฐบาล FRELIMO และพรรคฝ่ายค้าน Mozambique National Resistance (RENAMO) การพัฒนาประเทศจึงชะลอตัวลง

เมื่อเดือน พ.ย. 2538 (ค.ศ.1995)  โมซัมบิกเข้าเป็นสมาชิกในกลุ่มประเทศเครือจักรภพ (Commonwealth) ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ไม่ได้เป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร แต่เข้าร่วม Commonwealth ต่อมาเมื่อกลางปี 2539 (ค.ศ. 1996) โมซัมบิกได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้ง ประชาคมประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส (Comunidade de Países de Língua Portuguesa - CPLP)  
ต่อมาเมื่อปี 2541 (ค.ศ. 1998) โมซัมบิกถอนตัวออกจากสมาชิกภาพในตลาดร่วมแห่งภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้ (COMESA) เนื่องจากหันไปให้ความสำคัญการค้ากับประเทศในกลุ่ม SADC มากกว่าประเทศในกลุ่ม COMESA

โมซัมบิกมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกับมาลาวีและแซมเบีย ทั้งสามประเทศร่วมมือกันพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมกันที่เรียกว่า Nacala Development Corridor (NDC) ซึ่งมีบริเวณตั้งแต่เมือง Nacala ซึ่งเป็นเมืองท่าของโมซัมบิก ผ่านกรุง Lilongwe ของมาลาวี ไปจนถึงกรุง Lusaka ของแซมเบีย โดยมีจุดประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับการขยายตัวของการค้าระหว่างทั้งสามประเทศได้


การเมืองการปกครอง

โมซัมบิกปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ โดยแบ่งออกเป็น 10 จังหวัด (Cabo Delgodo, Gaza, Inhambane, Manica, Maputo, Nampula, Niassa, Sofala, Tele และ Zambezia) และ 1 เมือง (Cidade de Maputo) มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เป็นประมุขแห่งรัฐ ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่เกิน 2 สมัย และมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี เป็นผู้นำรัฐบาล คณะรัฐมนตรีมาจากแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิกสมัชชาสาธารณรัฐ 250 ที่นั่ง ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีวาระ 5 ปี (เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ 28 ตุลาคม 2552) ปัจจุบันพรรค FRELIMO เป็นพรรครัฐบาล โดยมีเสียงข้างมากในสมัชชาฯ กว่าร้อยละ 75 ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลสูงสุด (ผู้พิพากษาส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี อีกส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งภายในสมัชชาฯ) ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลประเพณี ศาลกฎหมายที่เกี่ยวกับการเดินเรือ และศาลแรงงาน

ชายฝั่งโมซัมบิกเป็นชุมชนทางทะเลของพ่อค้าชาวอินเดีย อาหรับ และเปอร์เซียมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 โดยเป็นชุมทางการค้าทาส งาช้าง ทองคำ และเครื่องเทศ และมีการสร้างครอบครัวของพ่อค้ามุสลิมซึ่งแต่งงานกับหญิงชาวแอฟริกาท้องถิ่น ชาวยุโรปกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงโมซัมบิกได้แก่ ชาวโปรตุเกส ในศตวรรษที่ 15 โจรสลัดเข้ามามีอำนาจเหนือน่านน้ำโมซัมบิก ยกกำลังบุกยึดเมืองชายฝั่งโมซัมบิกและสร้างป้อมปราการป้องกันการโจมตีจากอังกฤษและดัตช์ ในศตวรรษที่ 17 ดินแดนโมซัมบิกตอนในถูกแบ่งเป็นเขตเกษตรกรรมภายใต้อาณานิคมของโปรตุเกส แต่กลุ่มโจรสลัดก็ยังคงบุกยึดหมู่บ้านและเมืองต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ชาวแอฟริกันท้องถิ่นดิ้นรนเป็นอิสระจากอาณานิคมโปรตุเกส

ปี 2503 รัฐบาลโปรตุเกสใช้กำลังปราบปรามคนท้องถิ่นที่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจ นำไปสู่สงครามและเหตุการณ์สังหารหมู่ (Mueda Massacre) ในปี 2505 นายเอดูอาร์โด มอนเลน (Eduardo Mondlane) ผู้นำท้องถิ่นที่มีอิทธิพล ได้ก่อตั้งแนวร่วมเพื่อการปลดปล่อยโมซัมบิก (Liberation Front of Mozamibique -  FRELIMO) ต่อมาในปี 2512 นายมอนเลนถูกฆาตกรรม และนายซาโมรา มาเชล (Samora Machel) ผู้นำทางทหารของ FRELIMO ได้ขึ้นเป็นผู้นำแนวร่วม และใช้ความรุนแรงในการต่อต้านรัฐบาลโปรตุเกส ในที่สุด กลุ่ม FRELIMO ได้ชัยชนะและประกาศเอกราชของโมซัมบิกจากอาณานิคมโปรตุเกสในวันที่ 25 มิถุนายน 2518 โดย FRELIMO เป็นพรรครัฐบาลและนายมาเชลเป็นประธานาธิบดี

กองทัพโปรตุเกสถอนกำลังจากโมซัมบิกในชั่วข้ามคืน โดยได้ทำลายสาธารณูปโภคพื้นฐาน รถยนต์ และบ่อน้ำสาธารณะในเมืองลงทั้งหมด รัฐบาลใหม่ของนายมาเชลใช้นโยบายการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างรุนแรง (radical social change) ปกครองประเทศแบบสังคมนิยม ยึดทรัพย์สินเอกชนทั้งหมดเป็นของรัฐ และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศคอมมิวนิสต์ในยุโรป

โมซัมบิกกลายเป็นประเทศที่ประเทศคอมมิวนิตส์ใช้เป็นสัญลักษณ์เชิดชูความสำเร็จของการปกครองระบอบสังคมนิยมการเมืองภายในของโมซัมบิกได้รับผลกระทบจากสงครามเย็นอย่างมาก ในทศวรรษที่ 1980 ประเทศเสรีตะวันตกและแอฟริกาใต้เข้าแทรกแซง โดยสนับสนุนกลุ่ม Mozambique National Resistance (RENAMO) ที่ก่อสงครามกลางเมือง ทำลายสาธารณูปโภคพื้นฐาน สะพาน ทางรถไฟ โรงเรียน สถานพยาบาล ทำให้การพัฒนาประเทศหยุดชะงัก ปลายทศวรรษที่ 1980 สหภาพโซเวียตล่มสลาย สงครามเย็นสิ้นสุดลง รัฐบาลแอฟริกาใต้ยุติการสนับสนุน RENAMO ต่อมาในปี 2529 นายมาเชลเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ และนายโจอาควิม ชิสสาโน (Joaquim Chissano) ขึ้นเป็นผู้นำประเทศแทน

นายชิสสาโนเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจจากมาร์กซิส (Marxist) เป็นเศรษฐกิจการตลาด (market economy) และลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพยุติสงครามกลางเมืองกับ RENAMO ในเดือนตุลาคม 2535 และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปและการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งแรกของโมซัมบิกในเดือนตุลาคม 2537 ซึ่งนายชิสสาโนชนะการเลือกตั้งและเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

การเลือกตั้งครั้งที่ 2 จัดขึ้นในปี 2542 ซึ่งนายชิสสาโนชนะการเลือกตั้งอีกครั้งและเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 แต่ในการเลือกตั้งครั้งที่ 3 เมื่อเดือนธันวาคม 2547 นายชิสสาโนไม่สามารถลงสมัครได้เนื่องจากดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครบ 2 วาระแล้ว ทำให้นายอาร์มันโด เอมิลิโอกูเอบูซ่า (Armando Emilio Guebuza) เข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค FRELIMO แทนและสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นายกูเอบูซ่าชนะการเลือกตั้งเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 
 
หลังจากนั้น ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2552 นายกูเอบูซ่าชนะการเลือกตั้งเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 75 และพรรค FRELIMO ได้คะแนนเสียงร้อยละ 74.66 ทำให้ได้ที่นั่งในสมัชชาสาธารณรัฐ 191 ที่นั่ง จาก 250 ที่นั่ง (พรรค RENAMO ได้ 51 ที่นั่ง พรรค MDM ได้ 8 ที่นั่ง)

นับจากที่สงครามกลางเมืองอันยาวนานสิ้นสุดลงเมื่อตุลาคม 2535 โมซัมบิกได้เปลี่ยนสถานะจากภาวะรัฐล้มเหลว (failed state) มาเป็นประเทศตัวอย่างของการฟื้นฟูและการพัฒนาประเทศภายหลังจากภาวะสงคราม ส่งผลให้โมซัมบิกมีความมั่นคงทางการเมือง เกิดภาวะความปรองดองในชาติ และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงการปกครองของประธานาธิบดีชิสสาโน ระหว่างปี 2529 - 2548

ภายใต้การนำของประธานาธิบดีกูเอบูซ่า (นับแต่ปี 2548) รัฐบาลมีนโยบายการปกครองค่อนข้างกร้าวร้าว มีลักษณะความเป็นเผด็จการสูง ซึ่งแตกต่างจากแนวทางเดิมของประธานาธิบดีชิสสาโน ที่ให้ความสำคัญกับความสมานฉันท์และการมีความคิดที่แตกต่างตามระบอบประชาธิปไตย (democratic pluralism) อย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะระหว่างพรรครัฐบาล FRELIMO และพรรคฝ่ายค้าน RENAMO การพัฒนาประเทศจึงชะลอตัวลงตามไปด้วย การบริหารแบบเผด็จการของประธานาธิบดีกูเอบูซ่าได้เอื้อประโยชน์ต่อระบบอุปถัมภ์และการคอรัปชั่น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความไม่พอใจจากภาคสังคม 

ภายหลังเข้าพิธีสาบานตน ประธานาธิบดีกูเอบูซ่า ได้กล่าวปราศรัยถึงนโยบายของรัฐบาลว่า จะผลักดันการกระจายอำนาจการปกครองของรัฐบาล ส่งเสริมการปกครองที่ดี การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน และขจัดความยากจน รวมทั้งได้กล่าวถึงท่าทีของรัฐบาลที่จะร่วมมือกับภาคเอกชนและองค์กรความช่วยเหลือต่าง ๆ ให้มากขึ้น เพื่อเร่งรัดการพัฒนาของโมซัมบิกด้วย

ต่อมามีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2557 นายฟิลิปเป จาซินโต นยูซี ได้ชนะการเลือกตั้งครั้งดังกล่าว โดยมีคะแนนอยู่ที่ 57.03 %


นโยบายต่างประเทศ
ในช่วงทศวรรษแรกหลังได้รับเอกราช โมซัมบิกมีนโยบายการปกครองแบบสังคมนิยม Marxist-Leninist และวางตัวใกล้ชิดกับกลุ่มประเทศ Soviet Bloc โดยเฉพาะ สหภาพโซเวียตและเยอรมันตะวันออก แต่ในช่วงหลังของทศวรรษ 1980 โมซัมบิกได้พยายามขยับออกจาก Soviet Bloc และหันไปเปิดความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกมากขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศสหรัฐฯ กลุ่มประเทศยุโรป รวมทั้งญี่ปุ่นด้วย การยุติสงครามกลางเมืองเมื่อปี 2535 ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้น ปัจจุบัน นโยบายต่างประเทศของโมซัมบิกมุ่งเน้นไปที่แอฟริกาใต้ ประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มประชาคมเพื่อการพัฒนาแอฟริกาตอนใต้ (SADC) และประเทศผู้ให้ตะวันตก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนก้าวขึ้นมามีบทบาทด้านการลงทุนและการค้าอย่างมาก

โมซัมบิกหลังภาวะสงครามกลางเมือง กลายมามีบทบาทสำคัญด้านการทูตระดับภูมิภาคและปฏิบัติการด้านสันติภาพ โดยเฉพาะด้านการเจรจาและการไกล่เกลี่ย เนื่องจากโมซัมบิกมีประสบการณ์โดยตรงในช่วงที่ต่างประเทศเข้ามามีบทบาทในโมซัมบิก นอกจากนี้ โมซัมบิกยังเคยส่งทหารเข้าร่วมปฏิบัติการสันติภาพในบุรุนดีเมื่อปี 2548 อีกด้วย

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2538 โมซัมบิกเข้าเป็นสมาชิกในกลุ่มประเทศเครือจักรภพ (Commonwealth) นับเป็นประเทศแรกที่ไม่ได้เป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร แต่เข้าร่วม Commonwealth ต่อมาเมื่อกลางปี 2539 โมซัมบิกได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งประชาคมประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส (Comunidade de Países de Língua Portuguesa - CPLP) ต่อมา เมื่อปี 2541 โมซัมบิกถอนตัวออกจากสมาชิกภาพในตลาดร่วมแห่งภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้ (COMESA) เนื่องจากหันไปให้ความสำคัญการค้ากับประเทศในกลุ่ม SADC มากกว่าประเทศในกลุ่ม COMESA

โมซัมบิกมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับแอฟริกาใต้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากการเชื่อมโยงระหว่างกันที่มีมากขึ้น ทั้งด้านการค้า การลงทุน โดยแอฟริกาใต้เป็นประเทศคู่ค้าและผู้ลงทุนอันดับหนึ่ง การท่องเที่ยว การย้ายถิ่นฐานของประชาชน โดยเฉพาะแรงงานในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และความร่วมมือด้านความมั่นคง

ความสัมพันธ์อับอดีตเจ้าอาณานิคมโปรตุเกส เป็นไปด้วยดีมาตั้งแต่สมัยช่วงสิ้นสุดภาวะสงครามกลางเมือง โดยโปรตุเกสมองว่า โมซัมบิกเป็นประเทศหุ้นส่วนที่สำคัญในกลุ่ม CPLP โปรตุเกสยังเป็นทั้งผู้ลงทุนและผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่ของโมซัมบิกด้วย แต่เนื่องจากในช่วงหลัง ประธานาธิบดีกูเอบูซ่ามีนโยบายต่อต้านอดีตเจ้าอาณานิคม โดยเห็นว่า เป็นวิธีการเพิ่มอำนาจในการเจรจาต่อรอง เป็นผลให้หลายบริษัทของโปรตุเกสในโมซัมบิกปิดตัวลง

โมซัมบิกยังมีสัมพันธภาพทางการเมืองที่ดีกับแองโกลาและซิมบับเว เนื่องจากต่างประสบภาวะการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชจากเจ้าอาณานิคมเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม โมซัมบิกเคยต่อต้านการแทรกแซงทางทหารในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกของทั้งแองโกลาและซิมบับเว (มีท่าทีเช่นเดียวกับแอฟริกาใต้) และสนับสนุนอย่างเงียบ ๆ การเจรจาทางการเมืองในแองโกลาในช่วงหลังของสงครามกลางเมือง ความสัมพันธ์กับมาลาวีมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ทั้งสองประเทศร่วมมือกันพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมกัน (ร่วมกับแซมเบียด้วย) ที่เรียกว่า Nacala Development Corridor (NDC) ซึ่งมีบริเวณตั้งแต่เมือง Nacala ซึ่งเป็นเมืองท่าของโมซัมบิก ผ่านกรุง Lilongwe ของมาลาวี ไปจนถึงกรุง Lusaka ของแซมเบีย โดยมีจุดประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ให้สามารถรองรับการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศของทั้งสามประเทศได้

โมซัมบิกเป็นประเทศสมาชิกในองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญ ๆ อาทิ สหประชาชาติ (United Nations – UN) สหภาพแอฟริกา (African Union – AU) กลุ่มประเทศไม่ฝักฝ่ายใด (Non-Aligned Movement – NAM) องค์การการประชุมอิสลาม (Organisation of Islamic Conference – OIC) ประชาคมเพื่อการพัฒนาแอฟริกา  ตอนใต้ (Southern African Development Community – SADC) ประชาคมประเทศผู้ใช้ภาษาโปรตุเกส (Comunidade dos Países de Língua Portuguesa - CPLP) กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคแอฟริกา แคริบเบียน และแปซิฟิก (African, Caribbean and Pacific Group of States - ACP)

เศรษฐกิจและสังคม

โมซัมบิกมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ลุ่ม มีทรัพยากรธรรมชาติมาก โดยเฉพาะด้านอัญมณี ป่าไม้และประมง อัญมณีที่สำคัญของโมซัมบิกคือ ruby, agate, amethyst, aquamarine, emerald, garnet, jasper, morganite, rose quartz, tiger eye และ tourmaline และมีแหล่งประมงที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในบริเวณช่องแคบโมซัมบิก 

โมซัมบิกมีภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะแก่การปลูกข้าวและพืชผลอื่น เช่น ข้าวโพด และพืชไร่จำพวกที่สามารถทำเชื้อเพลิงชีวภาพได้ ภาคการเกษตรของสาธารณรัฐโมซัมบิกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจของประเทศ หลังสงครามกลางเมือง รัฐบาลโมซัมบิกได้ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคและการเพาะปลูกในประเทศ มีนโยบายปฏิวัติเกษตรกรรม (Green Revolution) มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตภาคการเกษตร ปัจจุบัน มีแรงงานที่ทำงานอยู่ในภาคการเกษตรร้อยละ 80 พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของโมซัมบิก ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง และมะม่วงหิมพานต์ อย่างไรก็ตาม คนโมซัมบิกยังคงขาดทักษะด้านเกษตรกรรม รวมถึงขาดเครื่องจักรกลขนาดเล็ก เช่น เครื่องไถ และเครื่องหยอดเมล็ดข้าว ทำให้มีผลผลิตต่อไร่ไม่สูงนัก 

ปัจจุบัน จีนได้ขอเช่าพื้นที่ในโมซัมบิกเพื่อทำการเพาะปลูกพืช เวียดนามได้เริ่มให้ความช่วยเหลือทางวิชาการเกษตรแก่โมซัมบิกแล้ว และสหรัฐอเมริกามีโครงการให้ความช่วยเหลือ โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มการค้าผลิตผลเกษตรกับโมซัมบิก ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ ปรับปรุงการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ และให้ความช่วยเหลือจัดตั้งสมาคมเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อ ผู้ลงทุน ผู้ผลิต ผู้จัดหา ผู้แปรรูป และผู้จัดจำหน่าย

โมซัมบิกมีหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน โดยมีมาตราการด้านภาษีจูงใจสำหรับนักลงทุน แต่การให้สิทธิพิเศษจะต่างกันไปตามเขตที่นักลงทุนไปลงทุนและประเภทของการลง ทุน แต่โดยเฉลี่ย นักลงทุนจะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าประมาณร้อยละ 50 - 80 โดยเฉพาะภาษีเครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตร และการก่อสร้าง นอกจากนี้โมซัมบิกยังได้กำหนด Rapid Development Zone เช่นจังหวัด Niassa, Nacala และZambezi และเขต Ilha de Mozambique และ Ibo Island ซึ่งนักลงทุนจะได้สิทธิพิเศษทางภาษีด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น ภาษีการโอนที่ดิน เป็นต้น

เมือง Tete ทางตอนเหนือของโมซัมบิกมีถ่านหินจำนวนมาก (คาดว่าน่าจะมากที่สุดในโลก) ขณะนี้มีนักลงทุนจากบราซิล (บริษัท Companhia Vale do Rio Doce) ได้สัมปทานทำเหมืองถ่านหินในเขตดังกล่าว โดยที่โมซัมบิกผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำกว่าร้อยละ 90  จึงยังไม่ได้ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้ามากนัก จึงเป็นไปได้ที่ราคาถ่านหินในโมซัมบิกจะยังคงมีราคาถูกเนื่องจากความต้องการ ใช้ยังมีไม่มาก แต่อาจจะมีปัญหาในเรื่องการขนส่งไปที่ท่าเรือ ปัจจุบัน บริษัทอินเดียรายหนึ่งกำลังซ่อมแซมทางรถไฟจากเมือง Tete ไปยังท่าเรือเมือง Beira ระยะทางประมาณ 900 กม. เพื่อให้การขนส่งถ่านหินเป็นไปได้สะดวกยิ่งขึ้น

โมซัมบิกยังมีอุปสรรคสำคัญ คือ ความขลุกขลักในการจัดการภายในประเทศ การใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นหลัก ประชากรส่วนมากไม่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร และมีไข้มาลาเรียระบาดเป็นระยะ 

  เมื่อปี 2562 โมซัมบิกประสบพายุไซโคลนอิดาอี มีผู้ประสบภัยเป็นจำนวนมาก โดยไทยได้ให้เงินช่วยเหลือ จำนวนเงิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.2 ล้านบาท  

โมซัมบิกถือเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูประเทศภายหลังจากปัญหา ความไม่สงบภายในประเทศ โดยนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันเน้นการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยทำให้ระบบเศรษฐกิจมวลรวมของประเทศมีเสถียรภาพและปรับปรุงการบริการภาค สาธารณะให้ดีขึ้น โดยมุ่งหมายว่า หากสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับที่กำหนดไว้จะสามารถลดปัญหาความยาก จนได้ ในส่วนของนโยบายการคลัง รัฐบาลได้ใช้จ่ายงบประมาณเป็นจำนวนมากในโครงการบรรเทาความยากจน

อุตสาหกรรมที่สำคัญของโมซัมบิก ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ อะลูมินั่ม ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สิ่งทอ ซีเมนต์ แก้ว และยาสูบ 
สินค้าหลักที่โมซัมบิกส่งออก ได้แก่ อะลูมินั่ม เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ กุ้ง น้ำตาล และฝ้าย โดยประเทศที่โมซัมบิกส่งสินค้าออก ได้แก่ เบลเยี่ยม แอฟริกาใต้ สเปน และเนเธอร์แลนด์  
ส่วนสินค้าที่โมซัมบิกนำเข้า ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ยานพาหนะ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ โดยนำเข้าจากประเทศต่าง ๆ ได้แก่ แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย จีน และโปรตุเกส 
สินค้านำเข้าหลักของโมซัมบิกคือ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ อาหารและเครื่องนุ่งห่ม โดยภาพรวม ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของโมซัมบิกคือ แอฟริกาใต้ (ร้อยละ 36.6) เนเธอร์แลนด์ (ร้อยละ 15.6) และโปรตุเกส (ร้อยละ 33)

ความสัมพันธ์

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐโมซัมบิกประจำประเทศไทย

สำนักงานของไทยที่ดูแลโมซัมบิก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต / สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำสาธารณรัฐโมซัมบิก

สำนักงานของโมซัมบิกที่ดูแลไทย สถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐโมซัมบิกประจำประเทศไทย

(กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐโมซัมบิกประจำประเทศไทย คือ นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์) /

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโมซัมบิกประจำประเทศอินโดนีเซีย

ความสัมพันธ์ทั่วไป

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับโมซัมบิก เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2532 (ค.ศ. 1989) โดยก่อนหน้านี้ ฝ่ายไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย มีเขตอาณาครอบคลุมโมซัมบิก และแต่งตั้งนายคาร์ลูซ อังตอนีอู ดา คงเซยเซา ซิงบีนี (Carlos António da Conceicão Simbine) เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำสาธารณรัฐโมซัมบิก และต่อมา รัฐบาลไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2559 และแต่งตั้งนายทศพร  มูลศาสตรสาทร เป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต 

สำหรับฝ่ายโมซัมบิกได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโมซัมบิกประจำสาธารณรัฐอินโดนีเซีย มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย และได้แต่งตั้งให้นางมาเรีย กุสตาวา (Mrs. Maria Gustava) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโมซัมบิกประจำประเทศไทย โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงจาการ์ตา และแต่งตั้งนายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐโมซัมบิกประจำประเทศไทย ที่ผ่านมาทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า

มูลค่าการค้ารวม ไทย-โมซัมบิก ในปี 2561 มีมูลค่าการค้ารวม 201.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 188.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 13.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 175.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้ดุลมาโดยตลอด
สินค้าส่งออกหลักของไทย ได้แก่ ข้าว เม็ดพลาสติก 
รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผ้าผืน 

สำหรับสินค้านำเข้าหลักของไทย ได้แก่ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่

การลงทุน

ปัจจุบันโมซัมบิกถือเป็นประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนของไทยสูงที่สุดในภูมิภาคแอฟริกา โดยการลงทุนของภาคเอกชนไทยในโมซัมบิก มีดังนี้            

(1) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท. สผ.) ได้ซื้อธุรกิจก๊าซธรรมชาติในโมซัมบิกของบริษัท Cove Energy  ของสหราชอาณาจักร มูลค่ากว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2555 และต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2557 ปตท. สผ. ได้เปิดสำนักงานในกรุงมาปูโต โดยมีแผนลงทุนในพื้นที่ Rovuma Basin ของโมซัมบิกประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลา 5 - 6 ปี เริ่มจากปี 2558 โดย ปตท. สผ. กำหนดสร้างแท่นขุดเจาะ ซึ่งมีกำลังผลิต 10 ล้านตันต่อปี และคาดว่าจะสามารถผลิตได้ในปลายปี 2561 - 2562                  

(2) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด ( มหาชน ) ได้รับสัมปทานโครงการก่อสร้างทางรถไฟระยะทาง 500 กิโลเมตร และท่าเรือน้ำลึกที่เมือง Macuzi ทางตอนเหนือของโมซัมบิก ซึ่งเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดของ บริษัท Italian Thai Development ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหากโครงการเสร็จสิ้น จะสามารถขนส่งถ่านหินได้หลายหมื่นตันต่อปี เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่โครงการทวาย                   

(3) บริษัท Minor Hotel Group ของไทย ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท Rani Investment ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคแอฟริกา และได้ร่วมทุนเป็นเจ้าของร่วมในโรงแรม Anantara Bazaruto Island Resort and Spa (ชื่อเดิม Indigo Bay Resort and Spa)  AVANI Pemba Beach Hotel and Spa (ตั้งอยู่ที่เมือง Pemba) Anantara Medjumbe Island Resort and Spa (ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของโมซัมบิก) และ Radisson Blu (กรุงมาปูโต)                 

(4) บริษัท เฮอริเทจ จำกัด ซึ่งทำกิจการด้านผลไม้แห้งและถั่ว (ยี่ห้อ Heritage, Nut Walker และ Blue Diamond Almonds) กำลังเข้าไปลงทุนด้านการปลูกผลไม้แห้งและถั่วที่เมือง Nampula ในโมซัมบิก และอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อการผลิตต่อไป

การท่องเที่ยว

ในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวโมซัมบิกเดินทางมาไทยจำนวน 1,180 คน และมีคนไทยในโมซัมบิกจำนวน 200 คน (ข้อมูลจาก สอท. ณ กรุงมาปูโต ปี 2561)

ความร่วมมือทางวิชาการ

ไทยและโมซัมบิกมีความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างใกล้ชิด โมซัมบิกส่งผู้เข้ารับการอบรมภายใต้หลักสูตรฝึกอบรมนานาชาติประจำปี (Annual International Training Course – AITC) ของไทย นอกจากนี้ ไทยยังให้ทุนฝึกอบรมและดูงานด้านการพัฒนาในหลักสูตรระยะสั้นต่าง ๆ อีกหลายสาขา อาทิ การบริหารจัดการชายฝั่งทะเล การจัดการการท่องเที่ยว การพัฒนาธุรกิจ SME และการส่งออก และการเกษตรแบบยั่งยืน นอกจากนี้ ไทยและโมซัมบิกมีโครงการความร่วมมือทางวิชาการด้านข้าว ระหว่างปี 2548 - 2549 โครงการพัฒนาประมงขนาดเล็กและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ระหว่างปี 2548 - 2550 โครงการความร่วมมือด้านสาธารณสุขในการป้องกันโรคมาลาเรียและ HIV/AIDs ระหว่างปี 2548 - 2549 และโครงการมหาวิทยาลัยสัมพันธ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัย Eduardo Mondlane ของโมซัมบิกในปี 2553

นอกจากนี้ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศได้พิจารณาเลือกโมซัมบิกเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายเข้าร่วมโครงการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานการประยุกต์ใช้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sustainable Community Development Model based on the Application of the Philosophy of Sufficiency Economy) ด้วย และเมื่อปี 2560 ไทยให้ความช่วยเหลือในเรื่องการตั้งศูนย์เพาะพันธุ์ปลานิลแก่โมซัมบิก โดยทางไทยได้ทำการสร้างศูนย์ดังกล่าวที่อำเภอบิเลเน (Bilene) จังหวัดกาซา (Gaza)

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย

- นางนลินี ทวีสิน ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเยือนโมซัมบิก ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม - 
4 กันยายน 2555 วันที่ 17 -
 23 ธันวาคม 2555 วันที่ 13 - 17 กุมภาพันธ์ 2556 และวันที่ 11 - 14 กรกฎาคม 2556

- นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนโมซัมบิกอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 - 30 กรกฎาคม 2556

- นางสาวชุติมา บุญยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เยือนโมซัมบิกเพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย-โมซัมบิก ครั้งที่ 1 ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ระหว่างวันที่ 12 - 15 กรกฎาคม 2559

ฝ่ายโมซัมบิก

- นาย Mario da Graca Machungo นายกรัฐมนตรีโมซัมบิกได้เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่
11 -
 14 กุมภาพันธ์ 2535

- นาง Alcinda Antonio de Abreu รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือ เยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 15 - 17 มีนาคม 2549

- นาง Esperança Bias รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรแร่ ได้เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงพาณิชย์
ในช่วงเดือนกันยายน 2554 และกุมภาพันธ์ 2556

- นาย Paulo Francisco Zucula รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและการสื่อสารสาธารณรัฐโมซัมบิก ได้เดินทางมาเยือนไทยในฐานะแขกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระหว่างวันที่ 26 - 27 ตุลาคม 2555 และได้มาเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 3 - 6 กรกฎาคม 2556

- นาย Oldemiro Baloi  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือโมซัมบิกเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 7 - 10 พฤษภาคม 2556

- นาย Mateus Americo อธิบดีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าโมซัมบิกได้เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อดูงานด้านพลังงาน ระหว่างวันที่ 5 - 10 ธันวาคม 2557 โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดให้คณะผู้แทนโมซัมบิกเข้าดูงาน เช่น กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม บริษัท ปตท. สผ. บริษัท ไทยออยล์ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร

- นาย Carlos Agostinho do Rosario นายกรัฐมนตรีโมซัมบิก และภริยา เดินทางเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนตัว ระหว่างวันที่
7 -
 14 มกราคม 2559

- นาย Ragendra de Sousa รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์โมซัมบิก และคณะเยือนไทย ระหว่างวันที่ 17 - 20 สิงหาคม 2559 เพื่อเจรจาขอซื้อข้าวจากรัฐบาลไทย

ความตกลงและความร่วมมือ