Malawi / มาลาวี

สาธารณรัฐมาลาวี
Republic of Malawi

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Malawi / มาลาวี

ที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกาตอนใต้ ไม่มีทางออกสู่ทะเล  ทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือติดกับแทนซาเนีย ทิศตะวันตกติดกับแซมเบีย ทิศใต้ ตะวันออกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงใต้ติดกับโมซัมบิก 

พื้นที่ 118,484 ตารางกิโลเมตร (รวมทะเลสาบบริเวณภายในประเทศอีก 24,208
ตารางกิโลเมตร) 

เมืองหลวง กรุงลิลองเว (Lilongwe) 

ประชากร 18.84 ล้านคน (ปี 2561)

ภูมิอากาศ อยู่ในเขตร้อนชื้นและมีอุณหภูมิต่ำกว่าในพื้นที่ราบสูง 

ภาษาราชการ ภาษาอังกฤษ และ Chichewa 

ศาสนา คริสต์ นิกายโปรเตสแตนท์ ร้อยละ 27.2 นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 18.4
นิกายอื่น ๆ ร้อยละ 41 อิสลาม ร้อยละ 12.1 อื่นๆ ร้อยละ 1.3

ระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ เป็นระบบสภาเดียว โดยมีประธานาธิบดี ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง
เป็นทั้งประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล ดำรงตำแหน่งวาระละ
5 ปี แต่ไม่เกิน 2 สมัย

ประธานาธิบดี นายอาเทอร์ พีเทอร์ มูทารีคา (Mr. Arthur Peter Mutharika) (ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2562)

รมว. กต. ดร. เอมมานูเอล ฟาบียาโน (Dr. Emmanuel Fabiano) (ตั้งแต่ปี 2560)

วันชาติ 6 กรกฎาคม

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 1 มิถุนายน 2530

หน่วยเงินตรา กวาซ่ามาลาวี (MWK) (1 บาท = 24.61 MWK) (สถานะ ณ วันที่ 26 มิถุนายน 2562)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 6.30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)  

รายได้ประชาชาติต่อหัว 338.5 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2560)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 4.0 (ปี 2560)

เงินทุนสำรอง 0.678 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2558)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 11.5 (ปี 2560)

ทรัพยากรธรรมชาติ แร่หินปูน พื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก พลังงานน้ำ ยูเรเนียม ถ่านหิน บ็อกไซต์ 

อุตสาหกรรมหลัก ยาสูบ ชา น้ำตาล ผลิตภัณฑ์จากไม้ ซีเมนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค

สินค้านำเข้าที่สำคัญ ยา สบู่ เซรุ่มและวัคซีน อุปกรณ์ที่ใช้ในการกระจายเสียง ข้าวสาลี

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ แอฟริกาใต้ จีน อินเดีย แซมเบีย แทนซาเนีย

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ยาสูบ ชา น้ำตาลทรายดิบ ถั่วชนิดต่าง ๆ ถั่วเมล็ดแห้ง

ตลาดส่งออกที่สำคัญ เบลเยียม-ลักเซมเบิร์ก เยอรมนี รัสเซีย สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้


การเมืองการปกครอง

มาลาวีปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดี ซึ่งมากจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เป็นประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่เกิน 2 สมัย ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (จำนวน 46 ตำแหน่ง) ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 193 ที่นั่ง ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง มีวาระ 5 ปี (เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ 19 พฤษภาคม 2552 ฝ่ายตุลาการประกอบด้วย ศาลอุทธรณ์สูงสุด ศาลสูง (หัวหน้าคณะผู้พิพากษามาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี) และศาลแขวงเดิมดินแดนมาลาวีชื่อ นยาซาแลนด์ (Nyasaland) ประกอบด้วยประชากรจากหลายชนเผ่า ชนเผ่า Bantu เป็นชนเผ่าแรกที่อพยพไปในบริเวณที่เป็นประเทศมาลาวีปัจจุบัน จากนั้น เป็นชนเผ่า Tumbuka เผ่า Phoka เผ่า Maravi เผ่า Yao และเผ่า Zulu ตามลำดับ

ในศตวรรษที่ 19 ศูนย์กลางการค้าทาสหลายแห่งตั้งอยู่ในมาลาวี ที่สำคัญ คือ เมือง Karonga และ Nkhotakota  ชาวยุโรปชาติแรกที่เข้าไปมีอิทธิพลในมาลาวี ได้แก่ อังกฤษ โดยนายเดวิด ลิฟวิ่งสโตน (David Livingstone) นักสำรวจชาวอังกฤษได้ค้นพบทะเลสาบในมาลาวีอันงดงามเมื่อเดือนกันยายน 2402 (ค.ศ. 1859) และตั้งชื่อว่า ทะเลสาบนยาซา (Lake Nyasa)” (ภายหลังจากมาลาวีประกาศเอกราชแล้ว รัฐบาลได้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบนยาซา เป็นทะเลสาบมาลาวี ตามชื่อประเทศ ทะเลสาบแห่งนี้มีความงดงาม จนได้รับสมญานามว่า ทะเลสาบแห่งดวงดาว) การเสียชีวิตของนายลิฟวิ่งสโตนในปี 2416 (ค.ศ. 1873) จุดประกายความสนใจในมาลาวีต่อมิชชันนารีและพ่อค้าชาวตะวันตก  

ในปลายทศวรรษที่ 19 อังกฤษและโปรตุเกสแย่งกันมีอำนาจปกครองนยาซาแลนด์ นยาซาแลนด์ตกเป็นดินแดนในอารักขาของอังกฤษอย่างเป็นทางการในปี 2450 (ค.ศ. 1907) การปกครองของเจ้าอาณานิคมทำให้การค้าทาสและความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าในบริเวณนี้ยุติลง แต่ก็ทำให้เกิดปัญหาอื่น เช่น การกดขี่ชนพื้นเมืองของชาวตะวันตก การแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดิน และการเก็บภาษีในอัตราที่สูงอย่างไม่เป็นธรรม กระบวนการต่อต้านเจ้าอาณานิคมของมาลาวีเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงทศวรรษที่ 1950 โดยพรรค Nyasaland African Congress (NAC) นำโดยนายฮาสติงส์ คามูซู บันดา (Dr. Hastings Kamuzu Banda) เป็นแกนนำหลัก 

นยาซาแลนด์ประกาศตัวเป็นเอกราชจากสหราชอาณาจักรและเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศมาลาวีในปี 2508 (ค.ศ. 1964) และมีนายคามูซู บันดา เป็นประธานาธิบดีคนแรกและประกาศตัวเป็น ประธานาธิบดีตลอดชีวิต” 

นายคามูซู บันดา ปกครองประเทศตามระบอบเผด็จการเป็นเวลากว่า 30 ปี จนกระทั่งทนต่อแรงกดดันและปัญหาต่างๆ ไม่ได้ จึงจัดให้มีการลงประชามติเกี่ยวกับระบอบการปกครองในปี 2536 (ค.ศ. 1993) ซึ่งชาวมาลาวีได้เลือกการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค มีการเลือกตั้งครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2537 และผู้ชนะคือพรรค United Democratic Front (UDF) ส่งผลให้นายบากิลิ มูลูซิ (Bakili Muluzi) หัวหน้าพรรค UDF เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม หลังจากเข้ารับตำแหน่งแล้ว นายมูลูซิสั่งปิดคุกการเมืองที่ตั้งขึ้นในสมัยประธานาธิบดีคามูซู บันดา และอนุญาตให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ รวมทั้ง ดำเนินการปฏิรูปทางเศรษฐกิจภายใต้การช่วยเหลือของ World Bank และ IMF 

นายมูลูซิชนะการเลือกตั้งเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในเดือนพฤษภาคม 2542 และมีความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตนสามารถดำรงตำแหน่งปรธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 ได้ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ดังนั้น นายมูลูซิจึงไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งสมัยที่ 3 ได้ 

ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2547 พรรครัฐบาล UDF ส่งนายบิงกู วา มูทาริกา (Bingu wa Mutharika) ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งนายมูทาริกาได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น หลังจากเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว นายมูทาริกาประกาศย้ายออกจากพรรค UDF และก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ คือ พรรค Democratic Progressive Party (DPP) การบริหารประเทศของนายมูทาริกาได้รับการชื่นชมจากประชาชน นโยบายที่โดดเด่นของรัฐบาลของนายมูทาริกา ได้แก่ การปราบปรามคอรัปชั่น การต่อสู้กับโรคเอดส์ และการดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติ 

ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 พรรค DPP ชนะการเลือกตั้ง ได้รับเสียงข้างมากในรัฐสภาและนายมูทาริกาได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่

นโยบายต่างประเทศ 
ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน มาลาวีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านทุกประเทศในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ เมื่อมีปัญหาข้ามชาติระหว่างกัน มักจะมีการพูดคุยและได้รับการแก้ไขในเวทีระดับภูมิภาค มาลาวีวางตัวเป็นกลางต่อกรณีความขัดแย้งต่างๆ ในภูมิภาคนี้ กำลังทหารของมาลาวีเคยเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ในกองกำลังรักษาสันติภาพของสหภาพแอฟริกาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก มาลาวีดำเนินนโยบายต่างประเทศคล้ายคลึงกับของแอฟริกาใต้ ที่ไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน 

ความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก มาลาวีได้รับประโยชน์มากมายจากความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และเยอรมนี รวมทั้งญี่ปุ่น ที่ให้ความช่วยเหลือแก่มาลาวีเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ดี การพึ่งพาความช่วยเหลือจากชาติอื่นมีส่วนทำให้มาลาวีมีความอ่อนไหวต่อแรงกดดันจากภายนอก การไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงกับ IMF ทำให้ความช่วยเหลือด้านการเงินต้องถูกหยุดชะงักบ่อยครั้ง ด้วยนโยบายการต่อต้านคอรัปชั่นและการมีวินัยด้านการเงินของประธานาธิบดีมูทาริกา ความสัมพันธ์กับองค์การระหว่างประเทศและประเทศผู้ให้อื่นๆ มีพัฒนาการที่ดีขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้หลายประเทศกลับมาสนับสนุนการพัฒนาในมาลาวี นอกจากนี้ มาลาวียังมีสิทธ์ได้รับการยกเว้นหนี้สินจำนวนมากด้วย ในช่วงรัฐบาลของนายมูลูซิ ซึ่งเป็นชาวมุสลิม มาลาวีมีบทบาทในการเจรจาเพื่อสันติภาพในซูดานและช่วยเสริมสร้างสัมพันธ์กับโลกมุสลิม 

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2553 นายบิงกู วา มูทาริกา (Bingu wa Mutharika) ประธานาธิบดีมาลาวี ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาของสหภาพแอฟริกา (Chairman of the Assembly of the African Union) วาระปี ค.ศ. 2010 - 2011 ในระหว่างการชุมสุดยอดสหภาพแอฟริกาที่กรุงอาดิส อบาบา ประเทศเอธิโอเปีย 

โดยในวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ประเทศมาลาวี ได้มีการจัดการเลือกตั้งอีกครั้ง โดยในครั้งนี้เป็นการเลือกตั้ง เพื่อเลือกประธานาธิบดีสมัชชาแห่งชาติและสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยผลการเลือกตั้งที่ออกมาปรากฏว่า นายพีเทอร์ มูทารีคา จากพรรค  Democratic Progressive Party ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยได้รับคะแนนเสียงไป 38.57%
คะแนนอันดับต่อมาเป็น นาย
Lazarus Chakwera จากพรรค Malawi Congress Party โดยได้รับคะแนนเสียงไป 35.41%

เศรษฐกิจและสังคม

เศรษฐกิจส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการเกษตร มีสินค้าออกคือ ยาสูบ ชา น้ำตาล มีแหล่งทรัพยากรแร่ธาตุ คือ บ๊อกไซต์ เยื่อหินทนไฟ
กราไฟต์ และยูเรเนียม แต่ไม่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่ขนาดใหญ่ จำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศ  

รัฐบาลมาลาวีต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ โดยมีแหล่งท่องเที่ยว คือ ทะเลสาบมาลาวี (ใหญ่อันดับ 3 ในแอฟริกา) แต่ยังไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากนัก เนื่องจากปัญหานักท่องเที่ยวถูกหลอกลวงจากไกด์ท้องถิ่น และความกลัวของนักท่องเที่ยวต่อสถานการณ์ความไม่สงบในแถบอนุภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก นอกจากนี้ รัฐบาลมาลาวียังต้องการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมด้วย

มาลาวีเป็นอีกประเทศหนึ่งในภูมิภาคแอฟริกาที่ประสบปัญหาการระบาดของเชื้อ HIV/AIDS โดยประชากรที่ติดเชื้อ HIV/AIDS ถึงร้อยละ 14

มาลาวีพึ่งพาความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund – IMF) ธนาคารโลก (World Bank) และประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่างๆ มาลาวีอยู่ในกลุ่มประเทศ Highly Indebted Poor Countries (HIPC) ซึ่งได้รับการยกเว้นหนี้และเงินช่วยเหลือเพิ่มอย่างเป็นระบบจากสหประชาชาติ และกลุ่มประเทศ G8 ปัจจุบัน รัฐบาลมาลาวีเร่งพัฒนาประเทศในด้านการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจแบบตลาด การพัฒนาการศึกษา และการควบคุมการระบาดของโรคเอดส์และการรักษาประชากรที่ติดเชื้อ HIV/AIDS

ความสัมพันธ์

การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราได้ที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐมาลาวีประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน

สำนักงานไทยที่ดูแลมาลาวี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย

สำนักงานมาลาวีที่ดูแลไทย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐมาลาวีประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน

ความสัมพันธ์ทั่วไป

ไทยกับมาลาวีได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2530 (ค.ศ. 1987) โดยฝ่ายไทยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย มีเขตอาณาครอบคลุมมาลาวี เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐมาลาวีคนปัจจุบัน คือ
นายนนทศิริ บุรณศิริ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงพริทอเรีย ในขณะที่ฝ่ายมาลาวี มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตมาลาวี ณ กรุงปักกิ่ง
มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทยปัจจุบันนาย ชาลส์ อีน็อก นามอนดเว (
Chaeles Enoch Namonde) ดำรงตำแหน่ง
เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐมาลาวีประจำประเทศไทย โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงปักกิ่ง (ก่อนหน้านี้
มาลาวีมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตมาลาวี ณ กรุงโตเกียวดูแลประเทศไทย โดยมีนายรูสเวลท์ ลาสตัน กอนเว
(
Roosevelt Laston Gondwe) เป็นเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐมาลาวีประจำประเทศไทย
ถิ่นพำนัก ณ กรุงโตเกียว)
 

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

การค้า

ไทยและมาลาวีมีปริมาณการค้าระหว่างกันน้อย ในปี 2561 มีมูลค่าการค้า 5.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 5.21
ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 0.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 5.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกหลักของไทย อาทิ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์เบ็ดเตล็ด เครื่องนุ่งห่ม ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เป็นต้น สินค้าที่ไทยนำเข้าจากมาลาวี ได้แก่ ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำแท่ง สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด สินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ

การลงทุน

ยังไม่ปรากฏการลงทุนระหว่างกัน

การท่องเที่ยว

ในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวมาลาวีเดินทางมาไทยจำนวน 320 คน

ความร่วมมือทางวิชาการ 
ไทยจัดให้มาลาวีเป็นประเทศที่อยู่ในโครงการ Annual International Training Course (AITC) ของไทย ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือในรูปทุนการศึกษาฝึกอบรม และดูงานในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาที่ไทยมีความชำนาญ และเป็นที่ต้องการของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะการให้ทุนฝึกอบรมด้านการขจัดความยากจน สาธารณสุข และการเกษตร

การเยือนที่สำคัญ

ฝ่ายไทย 
ยังไม่ปรากฏการเยือนมาลาวีของฝ่ายไทย
ฝ่ายมาลาวี     
- วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542  นายบากิลิ มูลูซิ (Bakili Muluzi) ประธานาธิบดีแวะผ่านไทย 
- วันที่ 8 - 11 กุมภาพันธ์ 2543 นายแซม อึมปาซุ (Sam Mpasu) ประธานรัฐสภามาลาวีเยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสหภาพรัฐสภา ที่กรุงเทพฯ 
วันที่ 19 - 24 ตุลาคม 2549 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของมาลาวีได้นำคณะเยือนไทยและมาเลเซีย โดยได้พบนายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายปิยบุตร ชลวิจารณ์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และนิคมอุตสาหกรรม
  

ความตกลงและความร่วมมือ