Mauritania / มอริเตเนีย

สาธารณรัฐอิสลามมอริเตเนีย
Islamic Republic of Mauritania

Download fact sheet

ข้อมูลทั่วไป

Mauritania / มอริเตเนีย พื้นที่ 1,030,700 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่กว่าไทยเกือบ 1 เท่า)

เมืองหลวง
กรุงนูแอกชอต (Nouakchott)

ประชากร
3.8 ล้านคน (ปี 2557)

ภาษาราชการ
อารบิก ฝรั่งเศส

ศาสนา
อิสลาม (สุหนี่) 100%

วันชาติ
28 พฤศจิกายน

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย
24 สิงหาคม 2519 (ค.ศ. 1976) 

ประธานาธิบดี นายโมฮาเหม็ด อูล อับเดลอาซิซ (Mohamed Ould Abdel Aziz)

นายกรัฐมนตรี Sir Anerood Jugnauth

รมว.กต. Etienne Sinatambou

วันชาติ 28 พฤศจิกายน   

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 24 สิงหาคม 2519

GDP 4.28 พันล้าน USD (ปี 2557)

GDP per Capita 1,126.7 USD   (ปี 2557)

Real GDP Growth 6.8 %  (ปี 2557)

สกุลเงิน อูกียา (1 บาท = 8.86 MRO) สถานะ ณ ส.ค. 2558

อัตราเงินเฟ้อ 3.2 %    

อุตสาหกรรมหลัก การแปรรูปปลา การผลิตน้ำมัน การทำเหมืองแร่เหล็ก ทองคำ ทองแดง และยิปซั่ม

สินค้านำเข้าที่สำคัญ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สินค้าที่ใช้เป็นทุน อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค

สินค้าส่งออกที่สำคัญ แร่เหล็ก ปลาและผลิตภัณฑ์จากปลา ทองคำ ทองแดง และน้ำมัน

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ ฝรั่งเศส จีน เนเธอร์แลนด์ สเปน เบลเยียม และสหรัฐอเมริกา

ตลาดส่งออกที่สำคัญ จีน ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม

เว็บไซต์ทางการ www.mauritania.mr

การเมืองการปกครอง

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

- ดินแดนมอริเตเนียประกอบด้วยชนเผ่าเบอร์เบอร์ (Berber) แขกมัวร์ และชนเผ่าเร่ร่อนหลายเผ่า มีการอพยพและเดินทางของกลุ่มชนต่าง ๆ ทั้งที่มาจากดินแดนซาฮารา ตะวันออกกลาง และจากภูมิภาคอื่น ๆ ของแอฟริกา (ผิวดำ)

- ฝรั่งเศสเข้ายึดครองดินแดนมอริเตเนียในคริสตศตวรรษที่ 19 และดินแดนมอริเตเนียถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2447 (ค.ศ. 1904) และผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมฝรั่งเศสในแอฟริกาตะวันตกในปี 2463 (ค.ศ. 1920) จนกระทั่งได้รับเอกราชในปี 2503 (ค.ศ. 1960)

การเมืองการปกครอง

- มอริเตเนียมีการปกครองในระบบประธานาธิบดีโดยใช้รูปแบบของฝรั่งเศส โดยประธานาธิบดีแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ด้านนิติบัญญัติประกอบด้วยสองสภา ได้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีสมาชิก 81 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และสภาสูงมีสมาชิก 56 คน มาจากการคัดเลือกโดยสมาชิกสภาเทศบาล และด้านตุลาการยึดกฎหมายอิสลามเป็นหลักสำหรับเรื่องสังคมและครอบครัว และยึดกฎหมายแบบตะวันตกสำหรับเรื่องคดีการค้าและคดีอาญาบางประเภท มอริเตเนียแบ่งออกเป็น 12 ภูมิภาค (wilaya) และ
อีก 1 เขตเมืองหลวง

- ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของมอริเตเนีย คือ นาย Mohamed Ould Abdel Aziz ซึ่งเข้าสู่อำนาจ
โดยการรัฐประหารเมื่อปี 2551 (ค.ศ. 2008) อย่างไรก็ดี การก่อรัฐประหารครั้งนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ โดยหลายประเทศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับมอริเตเนียและยกเลิกโครงการช่วยเหลือ อาทิ แอลจีเรีย สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศสและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ต่อมาในปี 2552 (ค.ศ. 2009)
การเจรจาระหว่างคณะรัฐประหารกับฝ่ายต่อต้านการก่อรัฐประหารทั้งในและนอกประเทศเปิดทางให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่ ซึ่งนายพลโมฮัมเหม็ด อูลด์ อับเดล อาซิซ ลาออกจากตำแหน่งทางการทหารและลงสมัครรับเลือกตั้งในฐานะพลเรือน และได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2552 (ค.ศ. 2509) ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 52 และปกครองประเทศจนถึงปัจจุบัน

นโยบายต่างประเทศ

มอริเตเนียเป็นประเทศยากจนที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ทำให้ความสัมพันธ์กับต่างประเทศเป็นไปในลักษณะความร่วมมือและการรับความช่วยเหลือทั้งทางการเงินและทางวิชาการจากต่างประเทศ โดยเฉพาะความช่วยเหลือจากประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกาและองค์กรระหว่างประเทศ การมีสถานะเป็น least-developed countries (LDC) ทำให้มอริเตเนียสามารถส่งออกสินค้าส่วนใหญ่ไปยังสหภาพยุโรปได้โดยไม่มีกำแพงภาษี (ยกเว้นอาวุธและยุทโธปกรณ์ – ‘Everything but Arms’)

มอริเตเนียเป็นประเทศมุสลิมและเป็นประเทศสมาชิกองค์การการประชุมอิสลาม (Organisation of the Islamic Conference – OIC) รัฐบาลปัจจุบันของมอริเตเนียมีท่าทีสอดคล้องกับประเทศมุสลิมอื่น ๆ ในเรื่องปัญหาปาเลสไตน์ การคัดค้านการเชื่อมโยงศาสนาอิสลามเข้ากับการก่อการร้าย และการหวาดกลัวศาสนาอิสลาม (Islamophobia) โดยมอริเตเนียสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายด้วยการเสริมสร้างความเป็นธรรมทางสังคม การพัฒนาเยาวชน การสร้างงานและรายได้การศึกษาและการพัฒนาประเทศ

มอริเตเนียเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการก่อการร้ายในภูมิภาคโดยกลุ่มอัล-กออิดะฮ์ (Al-Qaeda in the Islamic Maghreb – AQIM) จึงมีความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายกับประเทศยุโรปโดยเฉพาะฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา

ความมั่นคงในภูมิภาคเป็นเรื่องสำคัญสำหรับมอริเตเนีย ซึ่งหากประเทศในภูมิภาคสามารถรวมตัวกันได้ก็จะเป็นประโยชน์กับมอริเตเนียเพราะทรัพยากรและการพัฒนาจะไหลเข้าสู่มอริเตเนียด้วย แต่ความร่วมมือในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ อาทิ สหภาพอาหรับมาเกร็บ (Arab-Maghreb Union หรือ UMA) ซึ่งประกอบด้วยโมร็อกโก แอลจีเรีย ตูนิเซีย ลิเบียและมอริเตเนีย กลับไม่สามารถขับเคลื่อนได้เนื่องจากประเทศสมาชิกมีความขัดแย้งระหว่างกัน โดยเฉพาะโมร็อกโกกับแอลจีเรียในประเด็นดินแดนซาฮาราตะวันตก (ซึ่งมีพรมแดนติดต่อกับภาคเหนือของมอริเตเนีย)


 

เศรษฐกิจและสังคม

ประชากรของมอริเตเนียส่วนใหญ่มีฐานะยากจนและยังคงพึ่งพาการเกษตรกรรมและปศุสัตว์ แม้ว่าวิถีชีวิตแบบชนเผ่าเร่ร่อนจะยังคงอยู่ แต่ด้วยวิกฤติความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ชาวมอริเตเนียจึงเข้ามาทำงานในเมืองมากขึ้น

มอริเตเนียพึ่งพารายได้จากการส่งออกอาหารทะเล เนื่องจากชายฝั่งมอริเตเนียเป็นแหล่งประมงน้ำเค็มที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่กระนั้น มอริเตเนียก็ยังนำเข้าอาหารมากกว่าร้อยละ 70 ของปริมาณความต้องการอาหารในประเทศ

มอริเตเนียยังมีแร่เหล็กมาก เหล็ก และเหล็กกล้าจึงเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอีกอย่างหนึ่งของประเทศ แต่อุปสงค์ของโลกที่ลดลงทำให้ต้องมีการลดการผลิต

ในปี 2544 (ค.ศ. 2001) ได้มีการค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่ง (แหล่ง Chinguetti) ที่มีศักยภาพพอที่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศได้ โดยคาดว่าจะทำรายได้มากถึง 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่ากับหนึ่งในสี่ของงบประมาณของประเทศ

ทรัพยากรธรรมชาติ  แร่เหล็ก ยิปซั่ม ทองแดง ฟอสเฟต เพชร ทอง น้ำมัน ปลา

อุตสาหกรรมหลัก  การแปรรูปปลา การผลิตน้ำมัน การทำเหมืองแร่เหล็ก, ทอง และทองแดง ยิปซั่ม

สินค้านำเข้าที่สำคัญ  เครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สินค้าที่ใช้เป็นทุน อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ  ฝรั่งเศส จีน เนเธอร์แลนด์ สเปน เบลเยี่ยม สหรัฐฯ  บราซิล

สินค้าส่งออกที่สำคัญ  แร่เหล็ก ปลาและผลิตภัณฑ์จากปลา ทอง ทองแดง ปิโตรเลียม

ตลาดส่งออกที่สำคัญ  จีน ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม โกตดิวัวร์

สังคมและวัฒนธรรม

มอริเตเนียมีประชากรประมาณ 3.5 ล้านคน (พ.ศ. 2555) ประชากรของมอริเตเนียประกอบด้วยลูกผสมแขกมัวร์และแอฟริกันผิวดำร้อยละ 40 แขกมัวร์ร้อยละ 30 แอฟริกันผิวดำร้อยละ 29 และประมาณ
ร้อยละ 1 เป็นผู้ที่มีเชื้อสายฝรั่งเศสหรือสเปน ประชากรเกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม นิกายสุหนี่

ลักษณะสำคัญของสังคมมอริเตเนีย ได้แก่ การคงอยู่ของระบบทาส ซึ่งถึงแม้ว่าการตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสจะนำมาซึ่งการห้ามการค้าทาส แต่ปัจจุบันยังพบว่ามากกว่าร้อยละ 20 ของประชากร หรือ 600,000 คน ยังมีสถานะเป็นทาส โดยส่วนใหญ่จะเป็นชาวแอฟริกันผิวดำที่นับถือศาสนาอิสลาม

มอริเตเนียใช้ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ โดยมีภาษาพูลาร์ (Pulaar) โซนินเก้ (Soninke) และโวลอฟ (Wolof) เป็นภาษาประจำชาติ ส่วนภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาต่างประเทศที่ใช้กันแพร่หลาย

ความสัมพันธ์



ข้อมูลด้านกงสุล

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

ความสัมพันธ์ทั่วไป

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์กับมอริเตเนียเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2519 โดยไทยมอบหมาย
ให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงราบัต ราชอาณาจักรโมร็อกโก ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำมอริเตเนียอีกตำแหน่งหนึ่ง (ปัจจุบัน นางกุณฑลี ประจิมทิศ) ส่วนมอริเตเนียกำลังเปลี่ยนเขตอาณาที่ดูแลไทยจากปักกิ่งเป็นโดฮา ขณะนี้ กระทรวงการต่างประเทศอยู่ในระหว่างการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยณ กรุงนูอัคชอต

ด้านเศรษฐกิจ

มอริเตเนียเป็นประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 136 ของไทย และเป็นอันดับ 28 ในภูมิภาคแอฟริกา ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา (2551-2555) การค้าระหว่างไทยกับมอริเตเนียมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 38.18 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับมอริเตเนียมาโดยตลอด ในปี 2555 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 36.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 4.55 คิดเป็นร้อยละ 0.01 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 30.48 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ผลิตภัณฑ์จากเม็ดพลาสติก เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เครื่องยนต์สันดาบภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผ้าผืน กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ

สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูป และกึ่งสำเร็จรูป เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สิ่งพิมพ์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์รถจักรยานยนต์และรถจักรยาน แผงวงจรไฟฟ้า สินค้าทุนอื่นๆ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ไดโอด ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ

ไทยกับมอริเตเนียยังไม่มีการลงทุนระหว่างกัน

ในปี 2555 ชาวมอริเตเนียเดินทางมาไทย 243 คน ในขณะที่ไม่มีคนไทยเดินทางไปมอริเตเนีย

ความตกลงและความร่วมมือ