260Bhudda.png

รู้จักศรีลังกา

ที่ตั้ง เป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากตอนใต้ของอินเดียประมาณ 80 กิโลเมตร

พื้นที่ 65,610 ตารางกิโลเมตร (ประมาณร้อยละ 12 ของประเทศไทย)

เมืองหลวง กรุงโคลัมโบ (Colombo)

เมืองสำคัญ เมืองแคนดี้ (Kandy) เป็นเมืองหลวงเก่าและศูนย์กลางทางพุทธศาสนา ซึ่งตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ

ประชากร 20.6 ล้านคน (2554) ประกอบด้วยชาวสิงหล (ร้อยละ 74) ชาวทมิฬ (ร้อยละ 18) มัวร์และชาวมาเลย์ (ร้อยละ 7) และอื่น ๆ (ร้อยละ 1)

ภูมิอากาศ มีอากาศแบบร้อนชื้น ฝนตกชุกในช่วงฤดูมรสุม

ภาษาราชการ ภาษาสิงหล (ร้อยละ 74) ภาษาทมิฬ(ร้อยละ 18) และภาษาอังกฤษ (ร้อยละ 10)

ศาสนา พุทธนิกายเถรวาท (ร้อยละ 70) ฮินดู (ร้อยละ 15) คริสต์ (ร้อยละ 8) และอิสลาม (ร้อยละ 7)

หน่วยเงินตรา เงินรูปีศรีลังกา (Sri Lankan Rupee) อัตราแลกเปลี่ยน 1 รูปีศรีลังกาเท่ากับประมาณ 0.23 บาท (ณ วันที่ 20 มีนาคม 2556)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 58.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2554)

รายได้ประชาชาติต่อหัว
2,863.8 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2554)

การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 6.96 (ปี 2554)

ระบบการปกครอง ปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ หัวหน้าฝ่ายบริหาร (Head of State and Head of Government) และผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ โดยได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ดำรงตำแหน่งสมัยละ 6 ปี ไม่เกิน 2 สมัย ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายมาฮินดา ราชปักษา (Mahinda Rajapaksa) ซึ่งเข้ารับตำแหน่งสมัยแรกเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 และสมัยที่สองเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2553

วันชาติ 4 กุมภาพันธ์ (วันประกาศเอกราช)

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 20 พฤศจิกายน 2498

ทรัพยากรธรรมชาติ หินปูน พลอย พลังงานน้ำ ฟอสเฟต

อุตสาหกรรมหลัก ชา สิ่งทอ กลั่นน้ำมัน ยาเส้น

สินค้านำเข้าที่สำคัญ สิ่งทอ แร่ธาตุ เครื่องจักร

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ อินเดีย จีน สิงคโปร์

สินค้าส่งออกที่สำคัญ เสื้อผ้า ชา พลอย

ตลาดส่งออกที่สำคัญ สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร เยอรมนี

เมืองสำคัญทางด้านพุทธศาสนาในศรีลังกา

1. อนุราธปุระ (Anuradhapura)

                เมืองอนุราธปุระตั้งอยู่ในเขตมณฑลกลางตอนเหนือ (Northern Central Province) โดยอยู่ห่างจากกรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของศรีลังกา ออกไปทางเหนือประมาณ 205 กิืโลเมตร เมืองนี้สร้างขึ้นโดยพระเจ้าปัณฑุกาภัย (Pandukabhaya) แห่งอาณาจักรราชราฏ (The Kingdom of Rajarat) ในพุทธศตวรรษที่ 2 โดยเป็นเมืองหลวงแห่งที่สามของอาณาจักรนี้ ต่อจากเมืองตัมพปัณณี (Tambapanni) และเมืองอุปติสสะนุวระ (Upatissa Nuwara)

                เมืองนี้มีความสำคัญในฐานะที่เป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมพุทธในศรีลังกา โดยในพุทธศตวรรษที่ 3 พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชวงศ์โมริยะในอินเดียได้ส่งพระมหินทเถระและพระสังฆมิตตาเถรีมาเผยแผ่พุทธศาสนาในศรีลังกาเป็นครั้งแรกที่เมืองนี้ ทำให้พระเจ้าเทวานัมปิยะติสสะ (Devanampiya Tissa) พระราชนัดดาในพระเจ้าปัณฑุกาภัย เกิดความเลื่อมใสและประกาศตนเป็นพุทธมามกะคนแรกของศรีลังกา ในคราวเดียวกันนี้ ได้มีการก่อตั้งคณะภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์แห่งแรกโดยสมณทูตทั้งสองด้วย

               เมืองนี้ดำรงสถานะเมืองหลวงของอาณาจักรราชราฏจนกระทั้งถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ก่อนที่พระเจ้าราชราชแห่งจักรวรรดิโจฬะได้เข้ามายึดครองอาณาจักรราชราฏและย้ายเมืองหลวงไปยังเมืองโปโลนนะรุวะ (Polonnaruwa) ซึงถือเป็นการปิดฉากความรุ่งเรืองยาวนานกว่า 15 ศตวรรษที่ของเมืองหลวงแห่งนี้ 

2. โปโลนนะรุวะ (Polonnaruwa)

               โปโลนนะรุวะ (Polonnaruwa) ตั้งอยู่ในเขตโปโลนนะรุวะ (Polonnaruwa District) บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำมหาเวลี (Mahaweli River) ห่างจากเมืองอนุราธปุระลงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 102 กิโลเมตรและห่างจากกรุงโคลัมโบไปทางตะวันออกเหนือประมาณ 216 กิโลเมตร เดิมเรียกว่า”ปุลัตถินคร (Pulatthinagara)” ตามชื่อ“ปุลัสติฤษี (Pulasti)” เมืองนี้มีความเก่าแก่รวมสมัยกับเมืองอนุราธปุระและยังเป็นสถานที่แปรพระราชสถานของกษัตริย์อนุราธปุระบางพระองค์อีกด้วย เมืองนี้ได้รับการสถาปนาให้เป็นราชธานีในปี พ.ศ. 1613 โดยพระเจ้าวิชัยพาหุที่ 1 (Vijayabahu I – ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1598 - 1653) แห่งอาณาจักรรุหุณะ (The Kingdom of Ruhuna) ซึ่งเป็นเชื้อสายของกษัตริย์อาณาจักรอนุราธปุระ ภายหลังจากที่ทรงสามารถขับไล่พวกโจฬะจากอินเดียใต้ ซึ่งได้เข้ายึดครองศรีลังกาตั้งแต่ในช่วงปลายครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 16 ออกไปได้

               ภายหลังจากที่สามารถรวมศรีลังกาได้เป็นปึกแผ่นในปี พ.ศ. 1614 – 1615 พระเจ้าวิชัยพาหุที่ 1 ได้ทรงเปลี่ยนชื่อเมืองนี้เป็น “วิชัยราชปุระ (Vijayarajapura)” และได้ทรงอัญเชิญพระราชสาส์นไปยังกษัตริย์แห่งอาณาจักรพุกาม (เมียนมาร์) ให้จัดส่งพระสมณะทูตเพื่อช่วยฟื้นฟูพุทธศาสนาในศรีลังกา ซึ่งถูกทำลายจนเกือบสูญสิ้นในช่วงที่ถูกปกครองโดยพวกโจฬะ พร้อมกับได้มีการบูรณะปฏิสังขรพุทธสถานหลายแห่งที่ถูกทำลายในช่วงดังกล่าวและได้ย้ายพระธาตุเขี้ยวแก้วจากเมืองอนุราธปุระมาประดิษฐานยังพุทธสถานแห่งใหม่ในเมืองนี้ ชื่อว่า หออัฏทาเค (Atadage) ซึ่งเป็นอาคารสองชั้น ชั้นบนสร้างด้วยไม้ ใช้ประดิษฐานพระบรมสาริกธาตุ ในขณะที่ชั้นล่างประกอบด้วยเสาหินจำนวน 54 ต้น เรียงรายรอบพระพุทธรูปสูง 3 เมตร ลดหลั่นสูงต่ำจากจุดศูนย์กลางไปยังขอบรอบนอก ดังนั้น เมืองนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูพุทธศาสนาในศรีลังกายุคกลาง

              ภายหลังรัชสมัยพระเจ้าวิชัยพาหุที่ 1 ได้เกิดสงครามกลางเมืองนานกว่า 40 ปี ทำให้ศรีลังกาแตกแยกเป็น 3 อาณาจักร ได้แก่ อาณาจักรราชราฏ อาณาจักรรุหุณะ และอาณาจักรทักขิณเทศ สภาพดังกล่าวทำให้พุทธศาสนาในเมืองโปโลนนะรุวะ ซึ่งกลายเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรราชราฏในช่วงดังกล่าว ไม่ได้รับการทำนุบำรุงเท่าที่ควร ส่งผลให้พระสงฆ์ในเมืองได้แอบนำพระธาตุเขี้ยวแก้วไปซ้อนไว้ในอาณาจักรรุหุณะและต่อมาพระธาตุก็ตกอยู่ในมือราชินีอาณาจักรนี้ไปโดยปริยาย

             ครั้นเมื่อพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 (Parakramabahu I – พ.ศ. 1696 – 1729) ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าวิชัยพาหุที่ 1 สามารถรวบรวมศรีลังกาได้เป็นปึกแผ่นได้ พระองค์ก็ได้อัญเชิญพระธาตุเขี้ยวแก้วมาประดิษฐานยังเมืองนี้เช่นเดิม โดยบรรจุไว้ใน “หอวัฎทาเค (Vatadage)” ซึ่งมีลักษณะเป็นโครงสร้างที่วางบนยกพื้นสองชั้น ชั้นแรกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37 เมตร สูง 1.30 เมตร มีทางขึ้นทางเดียว ในขณะที่ชั้นที่สองมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 24 เมตร สูง 1.60 เมตร และล้อมรอบด้วยเสาหินสามแถว โดยมีกำแพงแทรกระหว่างแถวเสาที่สองกับแถวเสาที่สาม มีประตูทางเข้าสี่ทาง ตรงกลางเป็นสถูปเก็บพระธาตุมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 8.43 เมตร มีพระพุทธรูป 4 องค์ล้อมทั้งสีทิศ สันนิษฐานได้จากลักษณะการวางตัวของเสาหินและกำแพงว่าแต่ก่อนคงจะมีหลังคาไม้ครอบตัวสถูปและพื้นที่โดยรอบบนยกพื้นชั้นที่สอง

             จากนั้น ในปี พ.ศ. 1708 พระองค์ยังได้ทรงรับสั่งให้มีการสังคายนาพระธรรมวินัยขึ้นมาในเมืองนี้เพื่อรวมคณะสงฆ์ศรีลังกาในขณะ ซึ่งแตกแยกออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มมหาวิหาร กลุ่มอภัยคีรี และกลุ่มเชตวิหาร ให้เป็นหนึ่งเดียวเฉกเช่นเมื่อครั้งโบราณกาล และเพื่อที่จะชำระพระพุทธศาสนา โดยการอัปเปหิภิกษุที่มีพฤติกรรมเป็นอลัชชี ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในขณะนั้น

             นอกจากนี้ ในรัชสมัยของพระองค์ยังได้มีการสร้างพุทธสถานและสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่เป็นจำนวนมากอีกด้วย ซึ่งยังคงอยู่จนกระทั้งทุกวันนี้ ได้แก่

             1. คัลวิหาร (Gal Vihara) หรืออุตตราราม (Uttararama) ซึ่งเป็นวัดที่สร้างจากการเจาะและสลักหน้าผาเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 4 รูป และถูกใช้สถานที่กระทำสังคายนาพระธรรมวินัยอีกด้วย

             2. วัดอลาหณะปิริเวณ (Alahana Pirivena) เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ขนาดใหญ่บนเนื้อที่ 800,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย กุฎิ อุโบสถ หอประชุม โรงสรงน้ำ โรงฉัน และสถานที่อื่นๆ สำหรับพระภิกษุ โดยหนึ่งในสถานที่สำคัญคือ หอพระลังกาติลกะ (Lankatilaka Image House) ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนเศียรขาดสูงกว่า 12 เมตร อยู่เบื่องหลังหน้ามุขขนาดใหญ่และล้อมรอบด้วยกำแพงใหญ่สูง 16 เมตร บนกำแพงด้านในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัก ในขณะที่กำแพงด้านนอกมีความหนาลดหลั่นกัน 5 ชั้น

             3. หอพระถูปาราม (Thuparama Image House) เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมพื้นผ้า ด้านหน้าเป็นมณฑป มีหลังคารูปโดม และล้อมรอบด้วยกำแพงหนาประมาณ 7 เมตร ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางนั่ง รูปลักษณ์แสดงถึงอิทธิพลของศิลปกรรมฮินดูที่แพรเข้ามาในสมัยที่ถูกพวกโจฬะเข้ายึดครอง

             ต่อมาในรัชสมัยพระเจ้านิสสังกะมัลละ (Nissanka Malla) โอรสของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 ได้มีการสร้างรัณโกฏวิหาร (Rankot Vihere) ซึ่งเป็นสถูปก่ออิฐ ฐานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 170 เมตร สูง 33 เมตร มีรูปทรงคล้ายบาตรคว่ำที่มียอดแหลมชรูด มีรูปแบบคล้ายสถูปสมัยอนุราธปุระ สถูปนี้ถือเป็นสถูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองนี้และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของศรีลังกา

             นอกจากนี้ พระองค์ยังสร้างหอหัฏทาเค (Hatadage) ไว้ใกล้ๆ กับวัฏทาเคของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 เพื่อประดิษฐานพระธาตุเขี้ยวแก้วอีกด้วย โดยหอดังกล่าวจะมีกำแพงล้อมรอบยาว 37 เมตร กว้าง 27 เมตร ภายในมีห้องซ้อนกัน 2 ห้อง ห้องแรกยาว 8.2 เมตร กว้าง 8.4 เมตร มีเสาหินเรียงรายอยู่ทั้งหมด 6 ต้น ในขณะที่ห้องที่อยู่ลึกเข้าไปจะยกพื้นสูงกว่าห้องแรก มีรูปทรงสี่เหลียมจัตุรัสยาวด้าน 11 เมตร ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป 3 องค์วางเรียงแถวหน้ากระดาน โดยองค์กลางสูงที่สุด มีเสาเรียงรายอยู่ทั้งหมด 16 ต้น ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 3 เท่านั้น คาดว่าหอนี้น่าจะมีสองชั้น โดยชั้นบนเป็นไม้และใช้ประดิษฐานพระธาตุเขี้ยวแก้ว แต่ในปัจจุบันชั้นบนได้ถูกทำลายลงไปแล้ว เหลือแต่เพียงชั้นล่างเท่านั้น

             เมืองโปโลนนะรุวะเริ่มเสื่อมเมื่อกษัตริย์พระองค์ต่อๆ มา ไม่ได้แข็งแกร็งเฉกเช่นพระเจ้ากษัตริย์สามพระองค์ที่กล่าวมาข้างต้น จนกระทั้งในปี พ.ศ. 1827 เมืองนี้ตกอยู่ในมือของกษัตริย์ทมิฬแห่งอาณาจักรจาฟนา (The Kingdom of Jaffna)

         

ความสัมพันธ์ด้านพุทธศาสนาไทย – ศรีลังกา

           ประเทศศรีลังกาและไทยเป็นประเทศที่ประชากรนับถือศาสนาพุทธแบบเถรวาทโดยรับมาจากอินเดียในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชที่ส่งพระธรรมทูตออกไปเผยแพร่ในดินแดนต่างๆ

           ในสมัยพระเจ้าศรีวิชัยราชสิงห์ แห่งอาณาจักรแคนดี้ (พ.ศ. 2282 – 2290) พระพุทธศาสนาในลังกาตกอยู่ในสภาพเสื่อม พระสงฆ์ลดจำนวนลง บางส่วนหย่อนยานในพระธรรมวินัย เป็นอลัชชี พระเจ้าศรีวิชัยราชสิงห์ได้ทรงปรึกษาสามเณรสรณังกร ซึ่งขณะนั้นอายุประมาณ 40 ปี เป็นผู้รอบรู้ภาษาบาลีและคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาและมีศิษย์จำนวนมาก สามเณรสรณังกรได้เสนอให้ส่งพระธรรมทูตไปขอพระสงฆ์จากกรุงศรีอยุธยา ซึ่งปรากฏว่ามีพุทธศาสนาที่มั่นคง เพื่อที่จะฟื้นฟูสมณวงศ์ในศรีลังกา

           พระเจ้าศรีวิชัยราชสิงห์ได้เคยส่งราชทูตไปขอคณะสงฆ์จากพม่าแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาจึงได้ส่งราชทูตไปกรุงสยาม โดยได้รับความช่วยเหลือจากฮอลันดาซึ่งมีเรือสินค้าใหญ่ อย่างไรก็ดี การเดินทางในสองครั้งแรกเรืออัปปาง ไปไม่ถึงกรุงศรีอยุธยา

           ครั้งที่สาม คณะราชทูตของพระเจ้าศรีวิชัยราชสิงห์เดินทางถึงปากน้ำกรุงสยาม แต่ยังไม่ทันได้อัญเชิญพระราชสาสน์เข้าไปถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศก็ต้องเดินทางกลับลังกาเนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าศรีวิชัยราชสิงห์

           ต่อมา ในสมัยพระเจ้ากีรติศรีราชสิงห์ สามเณรสรณังกรได้ทูลพระเจ้ากีรติศรีราชสิงห์อีก พระองค์จึงได้แต่งตั้งราชทูต 5 คน และคณะรวมทั้งหมด 66 คน เชิญพระราชสาสน์มากรุงสยามอีกครั้งโดยออกเดินทางจากกรุงแคนดีในวันที่ 8 ก.ค.2293 และเดินทางถึงปากน้ำเจ้าพระยาเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2294 และได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2294

           สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงโปรดให้คณะสงฆ์และราชทูตสยามเดินทางไปลังกาเมื่อวันพุธที่ 4 ธ.ค. 2294 แต่การเดินทางครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากเรือคณะสงฆ์และราชทูตสยามพบคลื่นใหญ่ เสากระโดงหัก และไปเกยตื้นที่เมืองนครศรีธรรมราชโดยไม่มีใครได้รับอันตราย

           คณะสงฆ์และราชทูตสยามที่มีพระราชาคณะ 2 รูปเป็นผู้นำคือ พระอุบาลีมหาเถระ และพระอริยมุนีมหาเถระได้ออกเดินทางไปลังกาอีกครั้ง โดยได้เดินทางไปลงเรือใหญ่ของฮอลันดาที่เมืองปัตตาเวียและไปถึงเมืองท่าตริงโกมาลีทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของลังกาในเดือน พ.ค. 2296 โดยใช้เวลาเดินทาง 5 เดือนกับ 4 วัน และได้เดินทางต่อไปยังกรุงแคนดี โดยพระเจ้ากีรติศรีราชสิงห์เสด็จมารับนอกพระนครและได้อาราธนาไปพักที่กุฏิที่สร้างขึ้นใหม่ที่วัดมัลวัตตะ

           ในวันที่ 19 ก.ค. 2296 (วันเสาร์ เดือน 8 ขึ้น 15 ค่ำ) พระเจ้ากีรติศรีราชสิงห์ได้เสด็จไปยังวัด มัลวัตตะและได้ทรงอาราธนาให้คณะสงฆ์สยาม มีพระอุบาลีเป็นประธานทำการอุปสมบทสามเณรสิงหล 6 รูป รวมทั้งสามเณรสรณังกร นับเป็นการเริ่มประดิษฐานสยามวงศ์ในศรีลังกา

           ในปัจจุบัน นิกายสยามวงศ์เป็นนิกายที่ใหญ่ที่สุดในศรีลังกาโดยมีจำนวนพระสงฆ์ร้อยละแปดสิบของพระสงฆ์ในศรีลังกา

กิจกรรมเฉลิมฉลอง 260 ปี การสถาปนานิกายสยามวงศ์ในศรีลังกา

           พ.ศ. 2556 จะเป็นปีแห่งการครบรอบ 260 ปีที่พระอุบาลีได้เป็นประธานทำการอุปสมบทแก่สามเณรสิงหล และเป็นการเริ่มสมณวงศ์ขึ้นใหม่ในศรีลังกา นับเป็นการเริ่มประดิษฐานสยามวงศ์หรือสยามนิกายที่เจริญมั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน

            ชาวพุทธในศรีลังกาให้ความสำคัญกับโอกาสนี้ เนื่องจากตระหนักในคุณูปการที่สยามและโดยเฉพาะพระอุบาลีมีต่อพระพุทธศาสนาในศรีลังกา เพราะหากไม่มีพระมหากษัตริย์ไทยที่ทรงพระเมตตาส่งคณะสงฆ์และราชทูตไปยังลังกาในครั้งนั้นแล้ว พระพุทธศาสนาในศรีลังกาอาจเสื่อมสูญไปดังที่เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศก็ได้

            ในปี พ.ศ. 2546 ได้มีการฉลองการครบรอบ 250 ปี ที่พระอุบาลีได้เป็นประธานทำการอุปสมบทแก่สามเณรสิงหลมาแล้ว โดยมีการจัดผ้าพระกฐินหลวงทอดถวาย ณ วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว การประชุมด้านพระพุทธศาสนาในวาระครบรอบ 250 ปีของสยามวงศ์ การจัดสร้างพระพุทธรูป นิทรรศการ 250 ปีของสยามวงศ์ และจัดให้นายกรัฐมนตรีไปเยือนศรีลังกาตลอดจนมีการบูรณะวัดธรรมารามโดยฝ่ายศรีลังกา

            ในโอกาสครบรอบ 260 ปี ในปี 2556 ซึ่งประเทศศรีลังกากลับมาสู่ความสงบภายในประเทศกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ไทยซึ่งมีบทบาทสำคัญในประวัติพุทธศาสนาของศรีลังกาจะได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้และจัดกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมฉลอง 260 ปีสยามวงศ์ประดิษฐานในศรีลังกา เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ศรีลังกาในภาพรวมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป

            วัตถุประสงค์

            การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดกิจกรรมฉลอง 260 ปีสยามวงศ์ประดิษฐานในศรีลังกา โดยจัดกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนไทยในศรีลังกาและชาวศรีลังกาที่สนใจ เป็นการสร้างเสริมความสัมพันธ์ทั้งในระดับรัฐต่อรัฐและระดับประชาชนกับประชาชน ตลอดทั้งปี 2556 โดยมีกิจกรรมที่เป็นจุดสูงสุดของการเฉลิมฉลองในช่วงเดือน ก.ค. หรือ ส.ค. 2556การจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง 260 ปี การสถาปนานิกายสยามวงศ์ในศรีลังกา

             การดำเนินการ

             ขอรับข้อเสนอของคณะกรรมการประสานงานการจัดกิจกรรมฉลองในโอกาสครบรอบ 260 ปีแห่งการสถาปนาพระพุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ในศรีลังกา โดยเน้นให้กิจกรรมมีความหลากหลายและครอบคลุมหลายมิติ ทั้งในไทยและศรีลังกา โดยให้มีผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ศรีลังกา ในภาพรวมด้วย อาทิ

             - กิจกรรมเพื่อการสร้างความตระหนักรู้กับประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับ 260 ปีสยามวงศ์ประดิษฐานในศรีลังกาและความสัมพันธ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมไทย-ศรีลังกา

             - กิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน

             - กิจกรรมส่งเสริมกระชับความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์ไทยและศรีลังกา โดยเฉพาะในด้านการศึกษาและการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

             - การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกัน ในทุกระดับ

             - กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนาในประเทศไทยสำหรับชาวศรีลังกา

             - กิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน

             - การจัดทำของที่ระลึก 260 ปีสยามวงศ์ประดิษฐานในศรีลังกา